ก้าวย่างของหุ่นยนต์ ‘ปัญญาประดิษฐ์’(AI) กับชะตากรรมของมนุษย์

Posted on Posted in Innovation & CSR

ก้าวย่างของหุ่นยนต์ ‘ปัญญาประดิษฐ์’(AI) กับชะตากรรมของมนุษย์

 

ช่วงนี้ผมให้ความสนใจกับ “หุ่นยนต์ที่คิดเองได้” (Machines that think) มาก ถึงขั้นที่เรียกว่าหมกมุ่นเลยก็ว่าได้

 

 

ผมไม่มีความรู้เรื่องวิศวกรรมศาสตร์หรือคอมพิวเตอร์ลึกซึ้งอะไร แต่ผมสนใจอนาคตของมนุษย์ ดังนั้นไม่ว่าอะไรที่เกี่ยวกับ วันพรุ่งนี้ของคน” ผมจะใส่ใจเป็นพิเศษ

เหมือนที่ผมขอให้เพื่อนร่วมงานทุกคนในเครือเนชั่น กระโดดเข้าไปทำความเข้าใจและใช้ social media เมื่อสิบปีก่อนเพราะมันเป็นเครื่องมือเพื่อการสื่อสารที่สำคัญ

วันนี้ผมเชื่อว่าอนาคตของคนจะอยู่ที่ Artificial Intelligence (AI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ที่จะกำหนดวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในอนาคตอันใกล้นี้อย่างปฏิเสธไม่ได้

ถึงขั้นที่กำลังมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่า หุ่นยนต์จะครองโลกแทนมนุษย์หรือไม่?”

เดิมผมคิดว่าเป็นหัวข้อถกเถียงกันเล่น ๆ แต่วันนี้ผมเชื่อว่าเป็นประเด็นที่มองข้ามไม่ได้แล้วเป็นอันขาด

หุ่นยนต์ทำงานแทนคนในโรงงานทุกวันนี้เป็นเรื่องปกติ

รถยนต์ไร้คนขับกำลังเป็นความจริง

ตุ๊กตาบาร์บี้สามารถฟังและพูดกับเด็กได้แล้ว ด้วย WiFi

หุ่นยนต์กำลังถูกใช้ในญี่ปุ่น เป็นเพื่อนของคนแก่ที่มีปัญหาการเดินเหินและลุกนั่ง

จากนี้ไป “ปัญญาประดิษฐ์” จะเดินเคียงคู่ไปกับ Internet of Things (IoT) อันหมายถึงการที่อุปกรณ์ต่าง ๆ จะเชื่อมโยงกันผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวางไร้ขีดจำกัด

จะนำไปสู่ บ้านอัจฉริยะ รถอัจฉริยะ และทุกอย่างจะอัจฉริยะเพราะทำอะไรได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยมือไม้หรือมันสมองมนุษย์อีกต่อไป

คำว่า smart phone จะขยายเป็น smart home, smart car, smart everything ในไม่ช้านี้

ถึงจุดหนึ่งจะไม่มีสิ่งของใดเป็นเพียงสิ่งของโดด ๆ อีกต่อไป เพราะสิ่งของทุกอย่างจะเชื่อมต่อกับสิ่งของอื่น ๆ ทั้งหมดด้วยระบบไร้สาย

ที่ฟังดูน่ากลัว แต่กำลังจะเกิดเป็นจริงด้วย Artificial Intelligence คือสิ่งที่เรียกว่า Emotional Understanding อันหมายความว่าเครื่องยนต์จะสามารถสร้าง ความเข้าใจอารมณ์ ได้

พูดง่าย ๆ คือคอมพิวเตอร์จะอ่านความรู้สึกดีใจ เสียใจ เศร้าใจ ผิดหวังและความคาดหวังของมนุษย์ได้

ด้วยการเพิ่มสมรรถภาพของการทำงานของกล้อง เสียงและการจดจำใบหน้า

ในทางบวก เทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาไปถึงจุดนี้ได้ จะทำให้ใช้คอมพิวเตอร์ในการศึกษา รักษาคนป่วย และทำนายอาการป่วยล่วงหน้าได้ค่อนข้างแม่นยำ

อีกทั้งยังนำมาใช้ยกระดับบริการลูกค้า และชอปปิงออนไลน์อย่างคล่องแคล่วกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

ผมทราบว่าบริษัทอย่าง The North Face และธุรกิจอื่น ๆ ได้เริ่มใช้ AI ในการช่วยลูกค้าให้เลือกสินค้าที่ตรงกับความต้องการได้อย่างแม่นยำพอสมควร

เช่นลูกค้ากำลังมองหาเสื้อที่ชอบ ทั้งขนาดและแฟชั่น และใส่แล้วอุ่นหรือเย็นกว่าที่เป็นอยู่ คอมพิวเตอร์ที่มีคุณสมบัติ “ปัญญาประดิษฐ์” สามารถจะเลือกเสื้อตัวที่ลูกค้าต้องการได้อย่างถูกต้อง สอดคล้องกับความต้องการ อารมณ์และความคาดหวังสูงกว่าที่เป็นอยู่หลายเท่า

ผมเข้าใจว่า IBM กำลังทุ่มเทวิจัยค้นคว้าเพื่อกระโดดเข้าสู่บริการลักษณะนี้ที่เขาเรียกว่า Cognitive Business 

แน่นอนว่าปัญหาจริยธรรมจะเป็นประเด็นใหญ่ เพราะเรากำลังจะต้องกำหนดว่า จะให้หุ่นยนต์กำหนดชะตากรรมของมนุษย์แค่ไหน

เช่นหากจะเขียนโปรแกรมรถยนต์ไร้คนขับ จะเขียน code ให้รถยนต์ปัญญาประดิษฐ์ตีค่าคนกับสัตว์ต่างกันอย่างไร

จะให้รถยนต์ไร้คนขับตัดสินอย่างไร หากมีสัตว์วิ่งตัดหน้ารถ… และถ้าคนวิ่งผ่านหน้ารถไป รถไร้คนขับจะตัดสินใจต่างกับวัววิ่งตัดหน้าหรือไม่?

เจ้าหุ่นยนต์จะตีค่ามนุษย์เมื่อเทียบกับหมาแมวต่างกันอย่างไร?

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่น่าตื่นตาตื่นใจ น่าท้าทายและคุกคามความปกติสุขของมนุษย์แน่ แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในห้องทดลอง สามารถสอนให้หุ่นยนต์คิดเป็น และเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง (self-learning) โดยไม่มีขีดจำกัด เพราะมันไม่ต้องพักผ่อน ไม่ต้องกินข้าว ไม่ต้องแก้ปัญหาอารมณ์ขึ้นลงเหมือนมนุษย์ วันหนึ่งมันจะเก่งกว่าคน

ถึงวันนั้นมนุษย์จะเหลืออะไร?

 

โดย : กาแฟดำ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

sixteen − four =