กับดักของนวัตกรรม

Posted on Posted in Management

กับดักของนวัตกรรม

 

ในยุคปัจจุบันคำว่านวัตกรรมกลายเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในระดับรัฐบาลองค์กรทั้งรัฐและเอกชน จนกระทั่งถึงโรงเรียน ในระดับประถมและมัธยมต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากคำว่านวัตกรรม (Innovation) แล้วอีกสองคำที่เป็นที่นิยมกันมากขึ้นในช่วงหลังได้แก่คำว่าดิจิทัล (Digital) ตั้งแต่ Digital Economy, Digital Literacy, Digital Transformation และอีกสารพัดจะดิจิทัลส่วนคำสุดท้ายคือ Disruption (เป็นคำที่ผมยังหาคำแปลภาษาไทยที่เหมาะสมไม่เจอ) ตั้งแต่ Disruptive Innovation, Digital Disruption, จนกระทั่งถึงคำว่า Disrupt เฉยๆ 

 

 

ความตื่นตัวในคำและแนวคิดต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีและน่าชื่นชมนะครับ โดยเฉพาะหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยผลักดันและกระตุ้นการพัฒนาของทั้งประเทศและองค์กรต่างๆ อย่างไรก็ดีต้องอย่าลืมว่าทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อควรระวังนะครับ ดังนั้นเรื่องของนวัตกรรมก็มีสิ่งที่ต้องระวังด้วยเช่นเดียวกัน

เริ่มจากเวลาเรานึกถึงนวัตกรรมนั้น เรามักจะเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องของการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ หรือเอาเทคโนโลยีเป็นตัวนำในเรื่องของนวัตกรรม แต่นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีเท่านั้น นวัตกรรมที่ก่อให้เกิดคุณค่าและนำไปสู่การพัฒนาขององค์กรจำนวนมาก ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องแต่ก็ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่เป็นตัวนำหรือใหม่ล่าสุดแต่อย่างใด

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือนิตยสาร FastCompany ซึ่งเป็นนิตยสารทางด้านธุรกิจและนวัตกรรมชั้นนำของโลกได้มีการจัดอันดับ Most Innovative Company ขึ้นมาทุกปี ซึ่งเมื่อเรานึกถึงสุดยอดบริษัทนวัตกรรมของโลกนั้นชื่อแบบ Apple, Google, Facebook น่าจะเป็นตัวเต็งที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นสุดยอดนวัตกรรมของโลกแต่ปรากฏว่า ไม่ใช่นะครับเมื่อปี 2015 บริษัทที่ได้รับการยกย่องให้เป็น Most Innovative Company ในโลกได้แก่ Warby Parker ซึ่งเป็นบริษัทขายแว่นตาทางอินเทอร์เน็ตส่วนของปี 2016 ตกเป็นของ BuzzFeed ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตด้วยรูปแบบและวิธีการที่แตกต่างไปจากเดิม

อีกตัวอย่างง่ายๆ คือกรณีของ Uber ที่ทุกท่านคุ้นเคยกันดีธุรกิจอย่าง Uber และผองเพื่อนบริษัทอื่นๆ ที่ทำ Sharing หรือ P2P Economy นั้นจะสังเกตว่านวัตกรรมของบริษัทเหล่านี้คือเรื่องของรูปแบบและวิธีการในการบริการที่แตกต่างจากธุรกิจเดิมๆ ที่มีอยู่การนำเทคโนโลยีมาใช้นั้นเป็นการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการสร้างประสบการณ์ที่ใหม่และการปรับปรุงกระบวนการในการดำเนินงานและการให้บริการเป็นหลักครับ

ประเด็นที่น่ากังวลคือ ถ้าเรามุ่งเน้นนวัตกรรมมากๆ โดยเอาเทคโนโลยีเป็นตัวนำเพื่อต้องการสร้างคุณค่า หรือ add value ไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วจะเข้าสู่รูปแบบของ Disruptive Innovation ที่ Clayton Christensen ได้นำเสนอไว้นั้นคือการเพิ่มคุณค่าโดยผ่านทางนวัตกรรมนั้นเมื่อเพิ่มไปเรื่อยๆ แล้วมันจะเริ่มห่างจากคุณค่าที่ลูกค้าต้องการและสามารถใช้ได้ และเมื่อถึงจุดนั้นก็จะมีคู่แข่งรายใหม่โผล่ขึ้นมานำเสนอสินค้าและบริการที่ง่ายกว่าด้วยวิธีการที่แตกต่างและราคาที่ถูกกว่า

ท่านผู้อ่านลองนึกถึงมีดโกนหนวดของสุภาพบุรุษก็ได้ครับทราบไหมครับว่า ปัจจุบันอุปกรณ์โกนหนวดรุ่นล่าสุดของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งได้มุ่งเน้นนวัตกรรมที่ทำให้มีดโกนหนวดมีใบมีดห้าใบใส่ลูกบอลลงไป เพื่อให้เลี้ยวตามสภาพใบหน้าเราได้และล่าสุดมีแถบหล่อลื่นรอบด้านทั้งก่อนและหลังใบมีด ซึ่งถ้ามองในเชิงนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ก็ทำให้ราคาสูงเกินไปและเปิดโอกาสให้มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาและพยายาม Disrupt ธุรกิจเดิมที่มัวแต่มุ่งเน้นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีจนเกินความต้องการของลูกค้า

โดยสรุป ผมสนับสนุนเรื่องของนวัตกรรมนะครับ เพียงแต่ต้องระวังกับดักหนึ่งที่สำคัญคือมุ่งเน้นแต่นวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก ถ้าเรามุ่งแต่ให้เทคโนโลยีเป็นตัวนำในเรื่องของนวัตกรรม ก็อาจจะทำให้เราหลงอยู่ในกับดักของการสร้างคุณค่าให้สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่เกินสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เราควรเน้นนวัตกรรมที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า หรือแก้ปัญหาที่ลูกค้าประสบอยู่เป็นสำคัญครับ

 

โดย : ดร.พสุ เดชะรินทร์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

three × one =