อนาคต – ความสามารถทางการแข่งขันของประเทศจะเป็นเช่นไร?

Posted on Posted in Management

อนาคต - ความสามารถทางการแข่งขันของประเทศจะเป็นเช่นไร?

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว World Economic Forum (WEF) ได้ประกาศดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ไปแล้ว ซึ่งท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นผ่านสื่อต่างๆ ไปบ้าง แต่ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการรายงานของ WEF ที่จัดทำขึ้นในปีนี้ ไม่ได้อยู่ที่ผลหรือคะแนนที่เกิดขึ้นของแต่ละประเทศ แต่อยู่ที่สิ่งที่ WEF มองไปในอนาคต และกำลังจะเสนอถึงปัจจัยที่จะขับเคลื่อนความสามารถทางการแข่งขันของประเทศต่างๆ ในอนาคต

 

 

สาเหตุที่ตัวขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ เปลี่ยนไปในอนาคต ก็เนื่องจากบริบทของการแข่งขัน เทคโนโลยี และการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไป อาทิเช่น อุตสาหกรรมต่างๆ มีโอกาสถูก Disrupt มากขึ้น การเข้าสู่ยุคของ Sharing Economy การนำหุ่นยนต์และสมองกลอัจฉริยะต่างๆ มาใช้ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น Internet of Things (IoT) จะทำให้อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ต่อเชื่อมกันมากขึ้น การซื้อสินค้าผ่านทาง e-commerce ก็จะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยเท่าตัวในอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันบริษัทก็จะเริ่มสูญหายไปเพราะขาดความสามารถในด้านนวัตกรรม (ผลการจัดอันดับ Fortune 500 ในปี 2014 พบว่า 88% ของบริษัทที่อยู่ใน Fortune 500 ในปี 1955 ได้หลุดหายไป)

ปรากฎการณ์ข้างต้นทั้งหมดนั้น WEF มองว่าเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่สังคม และภาคธุรกิจของโลกได้ก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 (The Fourth Industrial Revolution) ซึ่งเมื่อโลกสู่อุตสาหกรรมยุค 4.0 ปัจจัยที่ส่งเสริมหรือพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็จะต้องเปลี่ยนไปจากในอดีต

สิ่งที่น่าสนใจ (และน่ากลัวสำหรับประเทศไทย) ก็คือทาง WEF ได้เริ่มที่จะนำเสนอเกณฑ์การวัดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศใหม่ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมยุค 4.0 มากขึ้น (เป็นข้อเสนอสำหรับอนาคต) ในเกณฑ์ใหม่นี้มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่สองประเด็นครับ ประเด็นแรกคือ ในอุตสาหกรรมยุค 4.0 นั้นเรื่องของทุนมนุษย์ (Human Capital) ถือเป็นรากฐานที่สำคัญมากสำหรับการพัฒนาประเทศ ดังนั้นแทนที่จะมุ่งเน้นไปที่ระดับการศึกษา หรือ ความสามารถในการเรียนรู้ของบุคลากรของแต่ละประเทศในปัจจุบัน ทาง WEF กลับมองว่าปัจจัยที่สำคัญจริงๆ คือ การที่แรงงานที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยผลิตออกมาในปัจจุบัน สามารถตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจได้จริงๆ มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ WEF ยังมองถึงความสำคัญของแรงงานในอนาคตอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ Critical thinking in teaching หรือการสอนให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ ที่จะทำให้ผู้เรียนคิดเป็น ไม่ใช่ท่องเป็น ซึ่งไม่ใช่ระบบการสอนที่ให้ผู้เรียนท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง หรือ จดจำแต่สิ่งที่อยู่ในตำราเรียน แต่จะต้องสอนให้สามารถคิดได้เองอย่างมีวิจารณญาณ

ประเด็นที่สองคือเป็นประเด็นของภาคธุรกิจและนวัตกรรม สิ่งที่ WEF มองว่าเป็นตัวขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันในยุคอุตสาหกรรม 4.0 นั้น จะครอบคลุมทั้งในเรื่องของความกล้าที่จะยอมรับความเสี่ยงของภาคธุรกิจ การที่บริษัทที่มีความคิด สร้างสรรค์ สิ่งใหม่ๆ สามารถที่จะเติบโตได้อย่างรวดเร็วเพียงใด ความร่วมมือและแบ่งปันความรู้ ไอเดีย ระหว่างบุคลากรภายในบริษัทด้วยกัน รวมทั้งระหว่างบริษัทต่างๆ ความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและการศึกษาในเรื่องของการวิจัยและพัฒนา การที่บริษัทสนับสนุนให้พนักงานของตนเองเสนอไอเดียใหม่ๆ รวมทั้งการยอมรับไอเดียจากภายนอก การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการสร้าง Business model ใหม่ๆ ความสามารถในการนำการประดิษฐ์และนวัตกรรมต่างๆ ไปสู่เชิงพาณิชย์ รวมถึงการมี International Brands

จะเห็นได้เลยนะครับว่าพอเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ปัจจัยขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็จะเริ่มเปลี่ยนไปต่างจากในอดีต ซึ่งบทเรียนจากระดับประเทศก็สามารถนำมาใช้กับระดับบริษัทได้เช่นเดียวกัน และคำถามที่สำคัญคือปัจจุบันประเทศไทยได้มีการเตรียมพร้อมอย่างเป็นระบบ ครบวงจร ต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคอุตสาหกรรม 4.0 หรือยังครับอาจจะเริ่มจากง่ายๆ ก่อน คือเราสอนเด็กโดยเน้นให้คิดอย่างมีวิจารญาณก็ได้นะครับ

 

โดย : ดร.พสุ เดชะรินทร์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

one × 5 =