สุดท้ายแล้วธุรกิจรถยนต์จะถูก Disrupt หรือไม่?

Posted on Posted in Management

สุดท้ายแล้วธุรกิจรถยนต์จะถูก Disrupt หรือไม่?

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้ไปประชุมที่อเมริกาและได้ใช้บริการ Uber ในการเดินทางไปไหนมาไหนอยู่พอสมควร (อยู่เมืองไทยใช้บริการพี่วินเสียมากกว่า) ประกอบกับได้อ่านบทความในนิตยสาร Fortune ที่เขียนถึงการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจรถยนต์ของอเมริกาที่กำลังเผชิญกับภาวะการเปลี่ยนแปลงและกำลังจะถูก Disrupt โดยผู้เล่นรายใหม่ๆ ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน แล้วก็ทำให้เห็นเลยว่ากรณีของ Uber นั้นไม่ใช่แค่ Disrupt ธุรกิจแท็กซี่ทั่วโลกแบบที่กำลังเป็นอยู่ แต่ Uber และบรรดาบริษัทต่างๆ จาก Silicon Valley ก็กำลังจะ Disrupt ธุรกิจรถยนต์ด้วย

 

 

 

จริงๆ แล้วสิ่งที่กำลังจะ Disrupt ธุรกิจรถยนต์นั้นไม่ใช่รูปแบบของธุรกิจใหม่ๆ อย่างเช่น Uber หรอกนะครับ แต่เป็นเทคโนโลยี sensor ที่มีคุณภาพสูงขึ้น แต่ถูกลงและเทคโนโลยี machine-learning ที่ทรงพลังยิ่งขึ้นประกอบการเข้ามายุ่งเกี่ยวของบริษัทหน้าใหม่อย่าง Google, Apple, Uber, Tesla ทำให้ตอนนี้บริษัทรถยนต์หน้าเดิมๆ ที่เคยยึดติดและคิดว่าธุรกิจรถยนต์นั้นเป็นธุรกิจที่ยากที่จะมีคู่แข่งใหม่ๆ เข้ามาได้ต้องเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการดำเนินงานของตนเองเสียใหม่

ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐบาลบริษัทรถยนต์เดิมๆ หน้าใหม่ หรือบรรดา Start ups ทั้งหลายต่างยอมรับว่าการเข้ามาของรถยนต์ไร้คนขับนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แน่ๆ เพียงแต่ว่าจะเข้ามาเมื่อใดและรถยนต์ในอนาคตนั้น จะมีความเป็นอัตโนมัติมากน้อยเพียงใด

กลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ที่พยายามพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับอย่างรวดเร็วที่สุด ก็จะมีมุมมองว่ารถยนต์ไร้คนขับนั้น จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาทั้งเรื่องของการสูญเสียชีวิตอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี (ร้อยละ 90 มาจากความผิดพลาดของมนุษย์) ขณะเดียวกันบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่เจ้าเดิมๆ ก็จะมองว่าเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับนั้นมาแน่ๆ แต่คงต้องใช้เวลาอีกนาน และอาจจะไม่ทันเห็นในชั่วคนนี้ ซึ่งสาเหตุหนึ่งอาจจะเนื่องจากช่วงสามปีที่ผ่านมา ผลประกอบการของบริษัทรถยนต์ในอเมริกาดีขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และราคาน้ำมันที่ถูกลง ทำให้บริษัทเดิมๆ ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงก็ได้

ถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยแล้วนะครับว่า แล้วรถยนต์ไร้คนขับจะเกี่ยวข้องกับ Uber อย่างไรเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Uber เพิ่งประกาศว่ากำลังทดสอบรถยนต์ไร้คนขับอยู่ สิ่งที่ Uber ต้องการนั้นคือต่อไปแทนที่จะมีคนขับ Uber คอยมารับส่งเมื่อเราต้องการก็จะเป็น robo-taxi ที่เป็นรถยนต์ไร้คนขับมารับและส่งเมื่อเราเรียกรถผ่าน Uber ซึ่ง Uber มองว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งการพัฒนาการซื้อการบำรุงรักษาเมื่อรวมแล้วคุ้มกับรายได้ที่จะเข้ามาที่ Uber อย่างเดียว (ปัจจุบัน Uber แบ่งรายได้ให้กับผู้ขับอยู่โดยเฉลี่ย 75%)

ท่านผู้อ่านลองนึกภาพดูนะครับว่า ถ้าอนาคต (อันไม่ไกล) มี robo-taxi วิ่งเต็มไปหมดที่เรียกได้สะดวก (ผ่าน app) มีความปลอดภัยกว่า มนุษย์ขับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ก็คือคนจะซื้อรถยนต์น้อยลงแล้ว ก็ส่งผลต่อบริษัทรถยนต์แบบเดิมๆ ที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ทัน

ปัจจุบันบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกาต่างกลัวว่า ตัวเองจะเป็นเหมือน Kodak ทุกบริษัทก็เลยพยายามกระโจนเข้าสู่การพัฒนารถยนต์ไร้คนขับด้วยวิธีการต่างๆ อีกทั้งเริ่มมองตัวเองเปลี่ยนไปแล้วว่าเป็น mobility company ไม่ใช่ automobile company เหมือนในอดีต

กรณีศึกษานี้เรายังไม่รู้ตอนจบนะครับ แต่ก็ทำให้เราเห็นบทเรียนว่า การเปลี่ยนของเทคโนโลยีทำให้เกิดคู่แข่งใหม่ๆ เข้ามาในอุตสาหกรรมเดิมๆ แบบที่ผู้เล่นเดิมไม่เคยคาดคิดมาก่อนโชคดีที่ผู้เล่นเดิม ก็ไม่ยอมหยุดนิ่งและพยายามเปลี่ยนเช่นเดียวกัน เพียงแต่อัตราความเร็วของผู้เล่นเดิมนั้นช้ากว่าผู้เล่นรายใหม่อยู่เยอะมาก

ดังนั้นคงต้องติดตามต่อไปครับว่า สุดท้ายแล้วธุรกิจรถยนต์จะถูก Disrupt เหมือนธุรกิจอื่นๆ ในชั่วคนเราหรือไม่?

 

โดย : ดร.พสุ เดชะรินทร์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

10 + nine =