นำเสนอลีลามืออาชีพ

Posted on Posted in Management

นำเสนอลีลามืออาชีพ

 

การนำเสนอ หรือ Presentation Skills เป็นทั้งทักษะและศิลปะที่สำคัญยิ่งสำหรับมืออาชีพทุกแขนง ที่ต้องสื่อสาร ทำความเข้าใจ ตลอดจนโน้มน้าวคนรอบข้าง

หากเรามีความรู้ลึกซึ้ง มีไอเดียบรรเจิด แต่ไม่ได้แจ้งเกิดเสียที เพราะไม่มีใครเข้าถึง พูดแล้วเขาไม่เข้าใจ เล่าทีไรคนยิ่งงง น่าจะได้เวลาลงแรงหาทักษะเติมเสริมเรื่อง Presentation Skills ค่ะ

 

 

ล่าสุด ดิฉันได้ฟังแนวทางที่มืออาชีพชั้นครู ฝึกมืออาชีพด้วยกัน ในการนำเสนอบนเวทีที่เลื่องลือ จึงขอถือโอกาสนี้มาเล่าต่อประเด็นที่น่าสนใจให้ท่านผู้อ่านลองนำไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดในที่สาธารณะ ที่ประชุม บนเวที หรือที่ใดๆ ที่ต้องการให้คนฟังทั้งทึ่งและอึ้งด้วยความประทับใจ

เวทีโด่งดังที่กล่าวถึง ซึ่งมีคนทั่วโลกติดตามฟังทั้งเนื้อหาและผู้นำเสนอ ชื่อ TED.com ค่ะ
รายการนี้ เริ่มมีมากว่า 30 ปี โดยมีคำขวัญว่า “ideas worth spreading” หรือ “ความคิดที่ทรงคุณค่าน่าเผยแพร่”

ปัจจุบัน TED เป็นเวทีที่มีคนทั้งเก่งและดังจากทั่วโลก ผลัดกันขึ้นมาเล่ามุมมองและเนื้อหาสารพัด ชื่อคนที่จัดว่าเราน่าจะคุ้นเคย มีอาทิ Bill Clinton อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ Al Gore อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ Bill Gates ผู้เกรียงไกรในนาม Microsoft Larry Page และ Sergey Brin ผู้ก่อตั้ง Google ตลอดจนผู้ที่ได้รางวัลโนเบิลสาขาต่างๆ ก็ไม่เคยห่างหายจากเวทีนี้

ก่อนหน้านี้ บัตรเข้าฟัง TED นอกจากแพงระยิบแล้ว ยังไม่ใช่ใครก็เข้าไปฟังได้ เพราะต้องผ่านการสมัคร หรือ ได้รับเชิญเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา TED เริ่มเผยแพร่ผลงานการบรรยายทั้งหลายที่เขาคัดมา มีกว่า 1500 ชิ้น ให้พวกเราดูได้ไม่เสียสตางค์ผ่านโลก on-line

ปัจจุบันมีคนทั่วโลกเข้าชมและฟัง TED แล้วกว่า 1 พันล้านครั้ง!

คนที่มีส่วนสำคัญทำให้เวทีนี้ทรงอิทธิพลและมีผลงานเป็นที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นด้านเนื้อหาและลีลาการนำเสนอ คือ คุณ Chris Anderson ซึ่งเป็น “curator” หรือ ผู้ดูแลประมวลผลงานของ TED

คุณ Chris มีหน้าที่สำคัญหนึ่ง คือร่วมมือใกล้ชิดกับผู้รับเชิญพูด เพื่อปั้นผลงานการพูดให้ได้เกณฑ์มาตรฐานสูงปรี๊ดของ TED โดยส่วนใหญ่ใช้เวลา 6-9 เดือนในการเตรียมการแต่ละครั้ง กว่าจะเป็น “ideas worth spreading”

ตัวอย่างเกณฑ์ที่เข้มงวดของการพูดบนเวที TED คือ

 

 

1.ต้องไม่เกิน 18 นาที ขาดตัว!

ผู้พูดต้องเตรียมเนื้อหา และซักซ้อมๆๆ กับผู้จัดอย่างดี เพราะพี่เขาเข้มจริง ว่าทุกสิ่งต้องอยู่ภายใน 18 นาที ไม่มีเกิน

เพราะจากประสบการณ์ของ TED หากอยากให้คนนั่งฟังใจจรดจ่อ ขออย่าเกิน 18 นาทีครับ
ท่านผู้อ่านที่ต้องนำเสนอ จึงอย่าเผลอยาว

หากต้องใช้เวลา ก็ต้องหาช่วงคั่น มีพัก หรือ ให้ผู้ฟังได้เปลี่ยนอิริยาบถ จดไว้เป็นบทเรียนที่หนึ่งค่ะ

แถมต้องมีการเตรียมตัวซักซ้อมมาอย่างดี ใช้เวลา 9 -12 เดือนก่อนขึ้นเวทีเป็นอย่างต่ำ

2.เจาะเลือกเนื้อหา

คุณ Chris ฟันธงว่า ความสำคัญของเนื้อหามาก่อนสิ่งใด

ต้องใส่ใจพิถีพิถันว่าจะเล่าเรื่องอะไร และ เข้าใจคนฟังขนาดไหน

แทนที่จะคิดว่า “เราอยากเล่าเรื่องอะไรดีน้า”

ให้คิดว่า “ทำไมเขาจึงควรอยากฟังเรื่องที่เราจะเล่าน้า”

หากตั้งหลักว่าเขาจะได้ประโยชน์อะไร สิ่งที่พูดจะได้ใจ ได้ความกว่ามาก

ที่สำคัญ ต้องวางโครงเรื่องให้ลงตัว เลือกเจาะเฉพาะประเด็นที่โดดเด่น โดยเลี่ยงเล่าทุกอย่างที่ขวางหน้า จนมีแต่น้ำใส ไม่มีเนื้อเน้นๆ

เนื้อหาต้องโดดเด่น เจาะเล่นแค่ประเด็นสำคัญแบบลึกแต่กระชับ

3.เล่าแบบเก๋า

นอกจากนั้น วิธีการวางโครงเรื่องที่จะเล่าอย่างมือเก๋า คือ คิดเสมือนว่าเราจะพาคนฟังเดินทางไปที่ไหนสักที่ จึงต้องมีจุดเริ่มต้น จวบจนจบที่จุดหมายปลายทาง

หรือ เป็นดั่งเช่นหนังนักสืบ ที่ตั้งต้นโดยมีประเด็นให้เริ่มค้นหา แล้วจึงนำพาคนฟังไปพบกับคำตอบ

การเล่าเรื่องจึงต้องโยงใย มีเปิด มีเนื้อเรื่อง มีลงท้าย โดยไม่ปล่อยให้ผู้ฟังหลงทางระหว่างดำเนินเรื่อง

มีโครงเรื่องนำเสนอ เสมือนพาผู้ฟังเริ่มเดินทาง แล้วไปสิ้นสุดที่จุดหมายที่น่าสนใจ โดยใช้วิธีเล่าเป็นเรื่องอย่างน่าติดตาม

4.ต้องเปิดให้แรง!

วิธีเปิดการนำเสนอสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่จะดึงตรึงให้คนฟังนั่งอย่างตั้งใจหรือไม่
ต้องขึ้นให้โดนใจแบบ ”ใช่เลย!”

ตัวอย่างข้อแนะนำของ TED ในการเริ่มนำเสนอ คือ

กระชับ ชัดเจน หลีกเลี่ยงการอารัมภบทยาวยืดอืดอาดกวาดทุกประเด็น หากเป็นไปได้ต้องชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้น่าสนใจ สำคัญอย่างไร ทำไมเขาจึงควรฟัง

นอกจากนั้น การเปิดโดยใช้ประเด็นที่น่าสงสัย น่าแปลกใจ ก็ดึงดูดคนฟังได้ ไม่ธรรมดา

ทั้งนี้ คุณ Chris ย้ำว่า กรุณาอย่าเริ่มโดยกระหน่ำให้ข้อมูลหรือตัวเลข และ ต้องเบรกตัวเอง หากอยากเริ่มโดยเล่าให้คนฟังรัยรู้ว่าเราเก่งอย่างไร เพราะไม่ค่อยมีใครอยากฟังคนที่ยืนยกย่องตัวเองแบบไม่เกรงใจใคร

เขาเล่าว่า เห็นผู้พูดที่มีเรื่องดีมหัศจรรย์เตรียมมาเล่า แต่จบเศร้าอย่างน่าเสียดาย เพราะเตรียมเปิดไม่ดี คนจึงหนี หรือฟังแบบพอเป็นพีธีเท่านั้น

ประเด็นเปิดนี้จึงต้องใส่ใจใคร่ครวญ และ ฝึกซ้อมให้แม่น

เริ่มดี ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งค่ะ

อนึ่ง หัวใจที่ TED เตือนย้ำว่าสำคัญอย่างยิ่ง คือ ผู้พูดห้ามมั่ว ต้อง “พูดจริง” ห้ามแค่ “พูดจัง”
ที่สำคัญ อย่าดูถูกวุฒิภาวะของผู้ฟัง!

เราน่าจะพิจารณาส่งนักการเมืองทั้งโลกส่วนใหญ่ ไปเข้าการอบรมวิธีการสื่อสารแบบ TED ให้เข็ดไหมคะ

5.อย่าเยอะ!

สิ่งถัดไปที่ต้องเตรียมการ คือ เตรียม Audio Visual นั่นคือ การใช้สื่อทั้งเสียงและภาพระหว่างการนำเสนอ

TED ฟันธงว่า คนส่วนใหญ่ใช้ PowerPoint แบบพร่ำเพรื่อจนคนเบื่อฟัง

ดังนั้น เขาจึงขอว่าอย่าใช้สไลด์ที่ขึ้นจอแทนตำรา หรือใส่เนื้อหาทั้งหมดที่จะพูด เพราะจะทำให้อัดใส่ข้อมูลมากมายบนจอ จนคนฟังอ่านไม่ได้ อ่านไม่ทัน อ่านไม่เห็น เป็นที่สงสัยว่าแล้วขึ้นจอทำไมให้เหนื่อย

ทั้งนี้ แม้คนฟังอ่านได้ ก็ไม่ใช่ดี เพราะจะไม่มีคนฟัง เนื่องจากเขามัวนั่งอ่านแทน คนพูดอยากพูดอะไรก็พูดไป ฉันอ่านได้สบายใจเฉิบ

ดังนั้น ข้อมูลที่ขึ้นจอ TED ขอเป็นตัวใหญ่ๆ ไม่ต้องมาก และกรุณาอย่าใช้หลากหลายรูปแบบตัวหนังสือ หรือ font

ขอน้อย เรียบ แต่แรงครับ

6.อย่าให้อุปกรณ์เสริมเล่นบทนำ

ใช้ภาพและวีดีโอเสริมการนำเสนอได้ ในกรณีที่เห็นภาพแล้วเป็นประโยชน์ น่าสนใจ หรือเข้าใจง่ายกว่าการอธิบาย อย่างไรก็ดี วีดีโอประกอบต้องไม่ยาวเยิ่นเย้อ คุณ Chris แนะนำว่าอย่าเกินครั้งละ 60 วินาทียิ่งดีครับ

นอกจากนั้น ต้องไม่ลืมว่าทั้งเสียงและภาพเป็นเพียง “ส่วนประกอบ” หาใช่ตัวหลักของการนำเสนอ ผู้พูดจึงต้องไม่เผลอเปลี่ยนบทตนเองเป็นตัวประกอบ และมอบภาระให้ภาพและเสียงเป็นพระเอกแทน

อีกหนึ่งวิธีที่ดิฉันมักใช้ในการสอน Presentation Skills คือ ทุกครั้งที่ผู้นำเสนอฉายสไลด์และอธิบายเรียบร้อย อย่าปล่อยให้ภาพหรือเนื้อหาค้างอยู่บนจอ โดยเคาะให้ภาพปิด จะได้ดึงจิตใจและสายตาของคนในห้อง ให้มาจับจ้องที่ผู้พูดต่อไปได้อย่างเนียนๆ

7.ลีลาบนเวที

ท้ายที่สุด จุดสำคัญคือการนำเสนอบนเวที

สำหรับท่านที่เป็นมือใหม่ในการนำเสนอ ส่วนนี้ดูจะเป็นสิ่งที่ท้าทาย ทั้งกลัวขายขี้หน้า ทั้งขาสั่นเมื่อต้องลุกขึ้นยืนเผชิญกับสายตาคนนับสิบนับร้อย ที่ดูเหมือนจะคอยจับจ้องทุกอิริยาบถ น่าสยดสยอง

คุณ Chris ฟันธงว่าความประหม่าเป็นสิ่งธรรมดา ทั้งมิได้น่ารังเกียจ หรือเลวร้ายอย่างที่ใครๆ มักกังวล

ยิ่งหากเตรียมการมาดี แค่สูดลมหายใจช้าๆ ทำสมาธิก่อนขึ้นเวที เริ่มให้ได้อย่างแม่นยำ ความประหม่าก็ทำอะไรเราไม่ได้

8.การเคลื่อนไหวระหว่างพูด

คุณ Chris แนะนำว่า เมื่ออยู่บนเวทีไม่จำเป็นต้องเดินไปมา เพราะยิ่งหวั่นไหว ประหม่า คนพูดยิ่งขยับกระสับกระส่าย วิธีที่ง่ายที่สุด คือยืนอยู่กับที่ โดยขยับเฉพาะส่วนบนของร่างกาย คือ หน้า ลำตัว แขน และมือแบบธรรมชาติ คล้ายกับการคุยกับใครๆ ในสถานการณ์ปกติ

9.สบสายตา

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้พูดสามารถสยบผู้ฟังได้ นอกเหนือจากเรื่องราวที่น่าสนใจแล้ว ก็คือการใช้สายตาสะกดผู้ฟังทั้งห้องให้ตั้งใจอยู่กับเรา

วิธีง่ายๆ คือ การมองหาหน้าคนฟังที่เป็นมิตรในมุมต่างๆของห้อง ระหว่างที่พูดก็สบตากับคนเหล่านี้สลับไปมา ผลจะดูเหมือนว่าเรากำลังพูดกับผู้ฟังทั้งห้อง

ลองนึกภาพคนที่คุยกับเราโดยเขาไม่ยอมสบตา อารมณ์คนฟังที่ได้ อย่างไรก็อย่างนั้นเลยค่ะ ผู้ฟังจะจับได้ว่า ผู้พูดประหม่าจนไม่กล้ามองหน้าใคร หรือ เขาไม่ใส่ใจผู้ฟังอย่างเรา หรือ..เขาเป็นกระสือ

10.จบแรง กระชับ สร้างแรงบันดาลใจ

อยากให้ผู้ฟังจดจำอะไร ตอนจบถือเป็นอีกเวลาที่ต้องตระเตรียมหาทางลงให้สวย กระชับ ได้ใจ สร้างแรงบันดาลใจ โดยอาจไม่จำเป็นต้องยัดเยียดความคิดใดๆ ให้ผู้ฟัง

กลับไปใช้สมมติฐานที่ระบุในตอนแรกว่า อย่าดูถูกวุฒิภาวะของผู้ฟัง ให้เขานั่งคิดนั่งวิเคราะห์เองบ้างก็ได้ ไม่ผิดกติกาค่ะ

 

โดย : พอใจ พุกกะคุปต์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

8 + eighteen =