ปฏิวัติ ‘กงสี’ ก่อนโลกกลืนหาย

Posted on Posted in Management

ปฏิวัติ 'กงสี' ก่อนโลกกลืนหาย

 

ธุรกิจกงสีใช้เวลาหลายชั่วอายุคนสร้างความมั่งคั่งต่างกับ “Startup” เข้ามาแค่ 2-3 ปี สร้างธุรกิจหมื่นล้าน โลกเปลี่ยนต้องปรับตัวรับมือก่อนถูกกลืนหาย

 

 

“ธุรกิจครอบครัว” คือแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก พลังคนหลายเจเนอเรชั่น สร้างความมั่งคั่งให้เกิดขึ้น ซึ่งความมั่งคั่งนี้ ไม่ได้ส่งผลแค่สมาชิกของครอบครัว แต่ยังรวมถึง การจ้างงาน สร้างอาชีพให้กับผู้คนอีกมหาศาลด้วย

ทว่า วันนี้สถานการณ์เปลี่ยน ไม่มีความมั่งคั่งใดคงทนถาวรอีกแล้ว แม้ในอดีตจะเคยรุ่งเรืองมากแค่ไหน 

วันนี้ก็พร้อมจะหายไปจากตลาดได้ง่ายๆ เช่นกัน

ถ้าปรับตัวไม่ทัน รับมือความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สุดท้ายก็จะเข้าตำราเดิม “ปู่ทำ พ่อดูแล ลูกล้างผลาญ” หรือ “ปู่ทำดี พ่อทำได้ ลูกหลานทำเจ๊ง!” เหมือนคำจีนกล่าวไว้

“สิ่งแวดล้อมในการทำธุรกิจครอบครัวเปลี่ยนไป เราควรมองสังคมใน ศตวรรษที่ 21 ได้แล้ว การจะเอาแนวคิดเก่าๆ มาแก้ปัญหาอนาคต มันไม่ใช่ ตอนนี้โลกเชื่อมต่อกันหมดแล้ว ทั้งเรื่องการค้า และการเงิน Facebook ทำมาไม่นาน แต่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคนใช้สูงถึง 1.6 พันล้านคน UBER เป็นบริษัทขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ไม่มีรถของตัวเองด้วยซ้ำ Airbnb ไม่มีแม้แต่ห้องพัก เขามีแต่แพลตฟอร์ม ถ้าเรายังมองภาพนี้ไม่ออก ตีโจทย์ไม่แตก และยังไม่สร้างคนรุ่นใหม่ อนาคตคุณจะเป็นได้แค่ Nobody”

คำของ “Andrew Sheng” Distinguished Fellow จากสถาบัน Asia Global Institute, University of Hong Kong ที่หยิบยื่นความท้าทายให้เหล่า Family Business ระหว่างร่วมงาน “สร้างการเติบโตด้วยการกำกับดูแลกิจการที่ดีในธุรกิจครอบครัว” โดยสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือไอโอดี ที่ผ่านมา

การเข้ามาของเหล่า Startup ไม่ใช่แรงบีบคั้นเดียวของธุรกิจครอบครัว ลองดูโลกวันนี้ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงมหาศาล อเมริกาที่เคยเป็นพี่ใหญ่ด้านเศรษฐกิจ วันนี้ก็ยัง ทรงๆ ทรุดๆ หลายประเทศยังปวดหัวกับการเป็นหนี้ ไม่มีอารมณ์ใช้เงินมีแต่ ชีช้ำน้ำตาตก ขณะธุรกิจครอบครัวก็มีอัตราการกู้ยืมที่สูงขึ้นถึง 60% ของเศรษฐกิจหลักของโลก จากแรงยั่วยวนของดอกเบี้ยแสนต่ำ

วันนี้ประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้น แต่ทรัพยากรมีให้ใช้อย่างจำกัด การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ยังสร้างภัยพิบัติให้กับโลก หลายครอบครัวที่ร่ำรวยมาจากการใช้ธรรมชาติ และดีลกับธรรมชาติ เริ่มต้องมาคิดหนักว่า อนาคตจะยังมีทรัพยากรให้ใช้อีกหรือไม่ แล้วธุรกิจจะยั่งยืนได้อย่างไรในอนาคต

“อดีตเราเติบโตด้วยธรรมชาติ มีความโชคดีหลายๆ ประการ แต่ต่อไปจะไม่ใช่แล้ว อนาคตครอบครัวต้องก้าวไปด้วยสิ่งนี้คือ Clean Green และ Lean การทำธุรกิจที่สะอาด ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ไม่สร้างมลภาวะ และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความก้าวหน้าทางธุรกิจ สร้างรายได้ ลดความกังวลในการใช้ทรัพยากร และสิ่งดีๆ ในโลกนี้” Andrew Sheng บอกสูตรที่ต้องอาศัย “มุมมองที่กว้างไกล” ของคนทำธุรกิจครอบครัวเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ เหล่า Family Business ยังต้องเตรียมรับมือกับสารพัดความเสี่ยง ทั้งการไม่สามารถดึงคนเก่งๆ มาทำงานกับธุรกิจครอบครัวได้ แถมยังมีความเสี่ยงในเรื่อง “การสืบทอดกิจการ” ถ้าเรายังอีโก้หนัก คิดแต่ว่าตัวเองทำดีกว่ารุ่นลูก มองไม่เห็นศักยภาพของคนรุ่นหลัง ไม่สร้างคนรุ่นใหม่ๆ ให้มีบทบาทในองค์กร บอกได้แค่ว่า ธุรกิจเจอศึกหนักแน่

รวมถึงทำธุรกิจต้องมี ธรรมาภิบาล มีจริยธรรม และความซื่อสัตย์ ถึงจะรักษาความมั่งคั่งร่ำรวยให้ “ยั่งยืน” ได้

“การทำธุรกิจครอบครัวไม่ใช่ทำเพื่อตัวเรา แต่ทำเพื่อคนรุ่นหลังต่อไป และไม่ใช่แค่ลูกหลานของเราเอง แต่เพื่อคนรุ่นหลังของสังคม และเพื่อประเทศ” เขาย้ำ

การทำธุรกิจครอบครัวในโลกยุคใหม่ จึงต้องอาศัยการเปิดกว้าง และใจกว้าง ของคนรุ่นก่อน ที่จะปล่อยให้เจนใหม่ๆ ได้เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจครอบครัว

ดูตัวอย่างที่ “อลัน แคม” Principal, Libertas Co., Ltd. ยกมาเล่าให้ฟัง กับเหล่าผู้นำธุรกิจครอบครัวในเอเชีย อย่าง กลุ่ม “Genting” ที่ทำธุรกิจเกม รีสอร์ท และอุตสาหกรรม “Thai Wah” ซึ่งทำธุรกิจโรงแรม และอาหาร “YTL” ที่ทำธุรกิจก่อสร้างสาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ ทางรถไฟความเร็วสูง ฯลฯ เหล่านี้คือธุรกิจครอบครัว ที่ผู้สร้างไม่ได้อยากยึดเก้าอี้ไว้ตลอดกาล ไม่สนว่าจะมีตำแหน่งใหญ่สุดในองค์กรหรือไม่ แต่ยอมให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาเติบโตแทน

“ในสังคมเอเชีย ให้ความสำคัญกับหน้าตา แต่คนเหล่านี้กลับบอกว่า เขาอยู่นอกสนามก็ได้ แต่ยอมให้ลูกหลาน หรือคนรุ่นใหม่ๆ ได้เข้ามาทำงาน เพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่ง และเชี่ยวชาญขึ้น เพื่อที่ธุรกิจจะก้าวต่อไปได้ และพัฒนาให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก” เขาบอกหัวใจของธุรกิจครอบครัวยุคใหม่

อยากเห็นตัวอย่างความสำเร็จไม่ต้องมองไกล ดูกรณีในไทยก็มีให้เห็น อย่าง “ตระกูลล่ำซำ” ที่ทายาท “สาระ ล่ำซำ” ได้เข้ามาสืบทอดกิจการกว่า 6 ทศวรรษ “เมืองไทยประกันชีวิต” ต่อจากผู้เป็นพ่อและอา “โพธิพงษ์ และภูมิชาย ล่ำซำ” เขาขึ้นรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ในวัยเพียง 36 ปี (ปี 2547) เป็นผู้นำบริษัทประกันชีวิตที่มีอายุน้อยที่สุด ณ ขณะนั้น

“ความโชคดีของผม คือ คุณพ่อและคุณอา ท่านค่อนข้างปล่อย เพราะตอนนั้นมองว่า ยังมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจกว่าธุรกิจประกัน ทุกอย่างเลยอยู่ที่ตัวผมเอง ซึ่งก็ท้าทาย แต่ว่า..ทำใจได้”  เขาบอก

ทายาทหนุ่มเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงธุรกิจที่เคยเป็นแค่ “เค้กชิ้นเล็กๆ” ของครอบครัว ให้เติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในวันนี้ ชนิดที่แม้แต่หลับตาทุกคนก็นึกภาพ “เมืองไทยประกันชีวิต” ออก 

หนึ่งความเปลี่ยนแปลง ที่ท้าทายธุรกิจครอบครัวเอามากๆ ในตอนนั้น คือการเปิดให้ “ต่างชาติ” เข้ามาร่วมบริหารจัดการธุรกิจครอบครัว

“ตอนนั้นเราไม่ได้ขาดแคลนเงิน แต่เห็นภาพการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นต้องไปเอา Know how (ความรู้) เข้ามา ซึ่งสำหรับประกันชีวิตในวันนั้น ต่างชาตินำหน้าเราไปเยอะมาก จึงต้องให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โดยที่เรายังต้องการที่จะควบคุมธุรกิจอยู่”

การจัดสรรความ “พอดี” เพื่อรับมือกับการเข้ามาของต่างชาติ คือให้ผู้มาใหม่ มาเติมเต็มจุดอ่อนด้านผลิตภัณฑ์ และช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ โดยให้มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และไม่หวังพึ่งเพียง “ตัวแทนขาย” เหมือนในอดีตอีกต่อไป ขณะที่ตำแหน่งสำคัญๆ ครอบครัวก็ยังถืออยู่ ไม่ว่าจะ “CEO, Chairman, President” หรือแม้แต่คนถือกระเป๋าเงินอย่าง “CFO”

โจทย์ใหญ่ของธุรกิจครอบครัวในวันนี้ คือ การเติบโตอย่างยั่งยืน สาระ บอกว่า หัวใจที่ไปจะสู่จุดนั้นได้ คือ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม โดยเฉพาะธุรกิจการเงิน ซึ่งยุคนี้เรียกได้ว่า เป็นยุคที่น่าตื่นเต้นที่สุดแล้ว

“ยุคนี้เป็นยุคที่ดิจิทัลเข้ามาในทุกอย่าง ซึ่งเป็นความท้าทายของหลายๆ ธุรกิจ รวมถึง ประกันชีวิต ทำอย่างไรที่จะสร้าง  Creativity และ Innovation และ ให้เกิดขึ้นได้ สำคัญที่สุดคือเรื่อง คน การที่องค์กรจะยั่งยืนได้ จริงๆ นั้น ต้องให้คนเจนใหม่ๆ คนที่มีความพร้อม มีความสามารถ เป็นคนครีเอทีฟ เข้ามาในองค์กรของเรา เป็นคนที่จะเข้าในแต่ละฟังก์ชัน ให้ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างน่าตื่นเต้น”

“คนพันธุ์ใหม่” ที่พวกเขาสร้างขึ้นต้องมีทักษะที่หลากหลาย (Multi-Skills) โดยสิ่งหนึ่งที่เรียกได้ว่าแทบจะเป็นวัฒนธรรมของคนที่นี่ไปแล้วก็คือการ “Rotation” หมุนเวียนสับเปลี่ยนการทำงานชนิด “ข้ามสายงาน” ดูอย่าง ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งวันนี้เขานั่งเป็น กรรมการ เรื่อง Rotate นับเป็นเหตุการณ์ปกติมากสำหรับคนที่นี่ เขาเองก็อยากให้เมืองไทยประกันชีวิตเป็นอย่างนั้น เรียกว่า ไม่ใช่แค่การข้ามสายการทำงานที่ใกล้เคียงกัน แต่อยากถึงขนาดที่ จากพนักงานบัญชี มาทำการตลาด ด้วยซ้ำ

เพื่อที่วันหนึ่งจิ๊กซอว์ตัวใดขาดหายไป ก็จะมีคนมาทดแทนได้ทันที ไม่มีอาการ“หยุดชะงัก”

ถามถึงหัวใจของความยั่งยืนในธุรกิจตระกูลล่ำซำ ที่ผ่านร้อนหนาวมาได้หลายทศวรรษ สาระ สรุปแค่ 2 คำ คือ 

“การมีจริยธรรม และ ความรับผิดชอบ”

ครอบครัวแรก ยังให้ความสำคัญกับการที่สมาชิกครอบครัวมีอำนาจ “ควบคุม” กิจการอยู่ แต่กับอีกครอบครัวธุรกิจของพวกเขาผ่านจุดนั้นมานานแล้ว เรากำลังพูดถึง “ธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทย ยูเนี่ยม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ทายาทรุ่น 2 บุตรชายของ “ไกรสร จันศิริ” ที่วันนี้ธุรกิจซึ่งเคยเริ่มจากศูนย์ ได้กลายเป็น “ราชาทูน่าโลก” ไปแล้ว แถมมีเป้าหมายพิชิตยอดขายในปี 2020 สูงถึง “8 พันล้านดอลลาร์”!

“เรื่องของการที่ครอบครัวต้องควบคุมธุรกิจ เราไม่ค่อยนึกถึงเท่าไร เพราะมีความคิดอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรถึงจะสามารถสร้างรายได้ และกำไร ให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง เราไม่เคยมองเรื่องสมาชิกครอบครัวในบริษัท มีแต่ ‘แพสชั่น’ เรื่องการเติบโต ยังคุยกันตลอดว่า ถ้าบริษัท ยังสามารถดูแลโดยครอบครัวได้ ก็แสดงว่า บริษัทไม่ได้โตขึ้นมากเท่าไร เพราะครอบครัวมีสมาชิกแค่ไม่กี่คน” เขาสะท้อนความคิด

วันนี้เราเลยได้เห็นธุรกิจของพวกเขา โดดเด่นในสังเวียน “มหาชน” และเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดโลก โดยสิ่งที่ไม่ได้หายไประหว่างทาง คือปรัชญาการทำงานของครอบครัว ที่ยังยึด “ความซื่อสัตย์ โปร่งใส และดูแลผลประโยชน์ของบริษัทเป็นหลัก” ปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ไว้ในดีเอ็นเอ “พนักงาน” ของพวกเขาด้วย

การอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารทะเล มีแต่ความเสี่ยงและท้าทายรอบด้าน ไม่แค่เรื่องการหายไปของทรัพยากร ทว่าโจทย์ที่โลกหยิบยื่นให้ ก็ไม่เบาะเบาสำหรับพวกเขา ตั้งแต่ สหภาพยุโรป ให้ใบเหลืองไทย เรื่องการทำประมงที่ผิดกฎหมาย สหรัฐอเมริกา ให้ไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำสุด (เทียร์ 3) ในเรื่องการค้ามนุษย์ วันนี้ธุรกิจเลยจะนิ่งเฉยไม่ได้ 

นั่นคือที่มาของการมองเรื่อง “การพัฒนาที่ยั่งยืน”(Sustainable Development) สำหรับพวกเขาไม่ใช่แค่กิจกรรมแต่คือหนึ่งใน “กลยุทธ์ธุรกิจ” ไปแล้ว โดยเป้าหมายคือนำเรื่องนี้มาเป็น “โอกาส” ให้กับบริษัทได้มากที่สุด

โจทย์ความยั่งยืน แบ่งไปใน 3 มิติ คือ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งทั้งหมดล้วนสำคัญกับการอยู่รอดและเติบโตของธุรกิจทั้งสิ้น นอกจากความยั่งยืน ก็คือเรื่อง “คน” และ “นวัตกรรม” โจทย์ท้าทายที่เขาให้ความสำคัญในวันนี้

“นวัตกรรมเป็นจุดที่ทำให้ธุรกิจของเรายั่งยืนได้ในอนาคต เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา การส่งออกของไทยไม่ได้โตกลับลดลงด้วยซ้ำ ประเทศไทยไม่มีอะไรใหม่สำหรับผู้บริโภคในโลก ไม่มีอะไรใหม่สำหรับตลาด การใช้แรงงานที่ค่าแรงที่ถูก วันนี้ไม่สามารถใช้ได้อีกแล้ว ฉะนั้นการลงทุนในเรื่อง ‘อินโนเวชั่น’ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก”

ที่มาของการนำพาธุรกิจ ไปเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเอาพลังจากผู้เชี่ยวชาญ มาสร้าง “นวัตกรรม” ให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมของพวกเขา ควบคู่ไปกับการพัฒนาคน ยกระดับความสามารถของเหล่าองคาพยพ

เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ธุรกิจครอบครัว แต่คือการเป็น “Global Company” (บรรษัทข้ามชาติ) อย่างเต็มภาคภูมิ

ตัวอย่างของความท้าทาย ในการรับมือกับโลกใบใหม่ เพื่อให้ “ธุรกิจครอบครัว” ยังสร้างความมั่งคั่งยั่งยืน พร้อมส่งมอบเป็นมรดกสู่คนรุ่นหลัง

………………………………

ธุรกิจครอบครัว

ขี่กระแส “สตาร์ทอัพ”

วันนี้ Startup มาแรง ! ธุรกิจเกิดใหม่ เติบโตเร็ว เคลื่อนตัวไว พร้อมแซงหน้าธุรกิจรุ่นเก่าไปได้หลายขุม เหมือนที่ “กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล” ผู้จัดการกองทุน “500 ตุ๊กตุ๊ก” เคยบอกว่า ยุคนี้เป็นยุคที่การสร้างความมั่งคั่งทำได้รวดเร็ว อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ เรามีธุรกิจ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เต็มไปหมด ในเวลาแค่ไม่กี่ปี สมัยก่อนการตั้งธุรกิจในระดับหมื่นล้าน อาจต้องผ่านคนหลายเจเนอเรชั่น 

แต่วันนี้ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว..!!

สำหรับธุรกิจครอบครัว ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ท้าทายความอยู่รอดของพวกเขา หลายตระกูลต้องปรับตัวโดยไม่รอให้Startup มาเป็นคู่แข่ง แต่ต้องเปลี่ยนมาเป็นพันธมิตร เช่น เข้าไปลงทุนในธุรกิจ Startup เพื่อเชื่อมต่อให้ธุรกิจครอบครัวแข็งแกร่ง หรือแม้แต่ใช้บริการของ Startup เช่น มาเติมเต็มด้าน อีคอมเมิร์ซ และโลจิสติกส์ เป็นต้น

“ที่อินโดนีเซีย มีหลายธุรกิจครอบครัว เริ่มเปลี่ยนโมเดลมาใช้บริการของ Startup ช่วยธุรกิจ เช่น ทำเรื่องอีคอมเมิร์ซ หรือ ตัดปัญหาเรื่องการจัดส่งสินค้าต่างๆ เป็นการทำงานร่วมกันของธุรกิจ Startup กับธุรกิจดั้งเดิม ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในอินโดนีเซีย”  Shanti Lasminingsih Poesposoetjipto คณะกรรมการบริหาร Family Business Network (FBN) Asia หนึ่งในสมาชิกธุรกิจครอบครัวจากอินโดนีเซีย บอกเล่าสถานการณ์การปรับตัวที่เกิดขึ้น

ขณะที่ไทยเอง เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมากมาย หนึ่งในนั้นคือ การปรับตัวของธุรกิจครอบครัว ที่ปล่อยให้คนรุ่นใหม่ Startup ธุรกิจขึ้นในครอบครัว ตัวอย่าง “ตระกูลคูวินิชกุล” เจ้าของกิจการ “อลูเม็ท” ธุรกิจอลูมิเนียมหลายพันล้าน ที่ “ธเนศ และอัญชัน คูวินิชกุล” ปล่อยให้ทายาทอย่าง “จูน-จุฑาศรี คูวินิชกุล” ได้สานต่อธุรกิจครอบครัว และทำความฝันของตัวเองไปพร้อมกันด้วย จนเธอได้ก่อตั้ง แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) ปล่อยให้ “GrabTaxi” แอพพลิเคชั่นสำหรับเรียกแท็กซี่ ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตคนเมือง และยังไปร่วมเป็นพันธมิตรของ Startup น้องใหม่อย่าง Wazzadu.com แพลตฟอร์มที่จะเข้ามาแก้ปัญหาโลกของการออกแบบตกแต่ง ได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว!

ด้วยการสนับสนุนของคนรุ่นหนึ่ง ที่พร้อมเปิดให้ทายาทได้สนุกไปกับการคิดโปรเจคใหม่ๆ แถมยังสามารถขอเงินทุนเริ่มต้น (Seed Funding) จากทางบ้านมาทดลองทำได้ด้วย วันนี้เลยได้เห็นธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้น ขณะที่ลูกหลานก็ยังคงทำงานในธุรกิจครอบครัว โดยปัจจุบัน “จุฑาศรี” ควบทั้งตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อลูเม็ท จำกัด และผู้อำนวยการ บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วย ไม่สูญเสียทั้งธุรกิจใหม่ และธุรกิจครอบครัว

อีกธุรกิจก็เป็นผลมาจากทายาท แต่ดูจะแตกต่างจากหลายธุรกิจ เพราะ “ทายาท” เป็นผู้เริ่มต้นธุรกิจครอบครัว เรากำลังพูดถึง ร้านขนมหวาน “After You”  ที่ก่อตั้งโดย “เมย์-กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ” และ “แม่ทัพ ต.สุวรรณ” ลูกสาว และหลานชายของ “วิวัฒน์ กนกวัฒนาวรรณ” กรรมการบริหาร บริษัท อาฟเตอร์ยู จำกัด ธุรกิจที่เริ่มขึ้นเมื่อ 9 ปีก่อน และซัคเซสขนาดคนรอคิวกันกินจนถึงวันนี้ โดยที่ผู้เป็นพ่อสนับสนุนเงินทุนตั้งต้นให้

วันนี้ธุรกิจเล็กๆ กำลังเดินทางเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยฝันที่ใหญ่ขึ้น คือ อยากมองเห็นร้านของพวกเขามีสาขากระจายไปทั่วโลก “สตาร์บัค”

“ตอนนั้นฝัน แต่การฝันของผม ผมไม่ได้เป็นคนทำงาน ลูกหลานเป็นคนทำ เราเป็นพ่อ จะไปสั่งให้ลูกทำโน่นนี่นั่น หลายคนคงมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน คือ สั่งลูกไม่ค่อยได้(หัวเราะ) เลยคิดว่า ยังมีอีกช่องทางหนึ่งคือเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ Public เป็นคนบังคับเขา”

หลังการเห็นชอบของครอบครัว พวกเขาก็พร้อมเดินหน้าสู่ความเป็น “มหาชน” และยอมรับในการทำงานที่จะเหนื่อยหนักขึ้น เพื่อฝันที่ใหญ่ขึ้นเช่นกันในอนาคต แม้ขึ้นชื่อว่า Family Business แต่ก็ไม่ได้กลัวการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่เกรงกับจำนวนหุ้นที่อาจลดหายไปของสมาชิกครอบครัว และยังเชื่อว่า แม้อยู่ในตลาด แต่ครอบครัวของพวกเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง

“ผมมองว่า ธุรกิจส่วนใหญ่ คาแรคเตอร์ของธุรกิจจะสะท้อนบุคลิกของผู้นำองค์กร หรือครอบครัวออกมาด้วย โดย Family ที่ดี ธุรกิจก็จะออกมาดี แม้ไม่มีกฎเกณฑ์มาบังคับ ผมเชื่ออย่างนั้น”

วันนี้ยังมีสารพัดโจทย์ท้าทาย แต่การเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้พิสูจน์ตัวเอง ก็เป็นหนึ่งทางเลือกเพื่อรับมือกับความอยู่รอดและยั่งยืน ของธุรกิจครอบครัว

 

โดย : จีราวัฒน์ คงแก้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

twenty − six =