เคล็ดลับการ ‘คิด’ แบบนักกีฬาโอลิมปิก

Posted on Posted in Management

เคล็ดลับการ 'คิด' แบบนักกีฬาโอลิมปิก

 

ขอยืนปรบมือชื่นชมนักกีฬาของไทย และของทุกชาติทุกภาษา ที่รวมตัวกันแสดงพลังอันยิ่งใหญ่ ที่อยู่ในตัวมนุษย์ ณ มหกรรมกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 31

นักกีฬาที่ปรากฏกายในเวทีนี้ มีดีกรีขั้นเทพทั้งสิ้น เพราะเขาต่างต้องทุ่มเทๆ ฝึกฝนๆ อดทนๆ และฝ่าฟันอุปสรรคมากมายๆ กว่าจะมีทักษะ และร่างกายที่แกร่ง แข็งแรงยิ่ง

 

 

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือ มุมมองของทั้งตัวนักกีฬาและโค้ช ที่ว่า

ความสามารถเชิงร่างกาย อาจทำให้เขาต่างผ่านด่านอรหันต์มาถึงการแข่งขันระดับโอลิมปิกได้ 

แต่ความแตกต่างระหว่างผู้ชนะเหรียญทอง และเหรียญเงิน กลับมิใช่ทักษะด้านร่างกาย แต่เป็นเรื่องความแกร่งที่ “ใจ” ในนาทีนั้นๆ ของการแข่งขัน

“90% mental and 10% physical” ชนะหรือไม่ ได้จากใจ 90% กาย 10%!

หากเข้ามาถึงเวทีนี้ได้ ถือว่าความเก่งด้าน “กาย” ต้องผ่านมาตรฐานระดับหนึ่ง

จึงเหลือว่าใคร “เก่งใจ” กว่ากัน นั่นเอง

วันนี้มาคุยกันเรื่องเคล็ดลับอันดับหนึ่ง ของการฝึกทักษะด้านใจ หรือ Mental Skills ที่นักกีฬาในหลายทีมใช้ฝึกฝน โดยมีนักจิตวิทยาการกีฬา หรือ Sport Psychologist เป็นผู้ชี้แนะ

เคล็ดลับนี้มีชื่อว่า Visualization หรือ Mental Imagery การสร้างมโนภาพ

หนึ่งในทีมนักจิตวิทยากีฬาของนักกีฬาโอลิมปิกสหรัฐฯ ฟันธงว่านักกีฬา ทั้งระดับอาชีพและระดับโลกที่ประสบความสำเร็จ ล้วนต้องผ่านกระบวนการ “ฝึกจิต” ในรูปแบบต่างๆ กันมาทั้งสิ้น

วิธีการ Visualization ทำโดยจินตนาการว่า เรากำลังอยู่ในการแข่งขันกีฬาจริงๆ

แล้วกำหนด “ภาพ” ในใจอย่างละเอียดละออ ให้เสมือนจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้ทุกประสาทที่มี ทั้งภาพ รส กลิ่น เสียง ตลอดจนสัมผัสทุกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ

อาทิ หากเป็นนักวิ่ง เราจะจินตนาการตั้งแต่เดินออกจากห้องเตรียมตัว สู่สนาม… รับรู้ถึงอากัปกริยายามก้มโน้มตัวลง..เอามือเท้าลู่..มือสัมผัสผิวพื้นสากของทางวิ่ง..หูตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ รอเสียงสัญญาณ และ..ปัง!..เท้าถีบให้ร่างวิ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ.. ไล่ไปทุกรายละเอียดของการวิ่ง จน..อกแตะเส้นชัย..เป็นคนแรก.. เสียงผู้ชมปรบมือโห่ร้องด้วยความยินดี..น้ำตาแห่งความปลื้มปิติไหลริน

ที่ทำเช่นนี้ เพราะเรากำลังสั่งสมองและทุกอนูในกาย ให้จดจำทุกอย่างในจินตนาการ

น้องสมองของเรา ไม่ว่าเขาจะเก่งกาจเท่าใด..แต่ก็ไม่เก่งเท่าเจ้าของหรอกค่ะ

เพราะเมื่อเราจินตนาการได้อย่างสมจริง น้องสมองจะเริ่มเชื่อเรา

หรืออีกนัยหนึ่ง สมองไม่สามารถแยกแยะระหว่างภาพที่เกิดจริง หรือสิ่งที่เรา “มโน” เอาได้

สิ่งที่สมองทำยามที่เรา Visualize คือ สั่งอวัยวะและต่อมทั้งหลาย ที่เราควบคุมเองไม่ได้ เพราะอยู่ในอาณัติสมอง ให้ตอบสนองเหมือนกับตอนที่เราอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ความแม่นยำ ความมั่นใจ ไม่วิตกหวั่นไหว จำได้ฝังในทุกเซลล์ว่า ต้องทำอย่างไร จึงประสบความสำเร็จ

เพราะเรา “เจนสนาม”

เพราะเราได้แข่งขันในเวทีนี้ จนได้ชัยชนะนับพันๆ หมื่นๆ ครั้ง ในจิตนาการที่เสมือนจริงยิ่งนัก

ตัวอย่างนักมโน มีอาทิ Michael Phelps นักว่ายน้ำชาวอเมริกันขั้นเทพ ที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกมากที่สุดในโลก

เขาใช้ Visualization ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ มิใช่เพียงเพื่อย้ำจำอนูความสมบูรณ์แบบอย่างเดียว

แต่เพื่อเลือกหน่วยความจำที่สะสมไว้ เพื่อใช้ในการแก้ทุกปัญหาที่อาจเกิดระหว่างการแข่งขัน!

เช่น Visualize ว่าหากสตาร์ทผิด จะแก้ไขอย่างไร ให้กลับมาชนะเหมือนเดิม

หากจ้วงพลาดจังหวะ จะปรับรับมือกับสถานการณ์อย่างไร ฯลฯ

สัปดาห์หน้า มาติดตามการฝึกทักษะ “ใจ” กันต่อว่า นอกจาก “มโน” ให้เป็นแล้ว

น้องสมอง ต้องเก่งเรื่องใด เพื่อช่วยให้เราเข้าเส้นชัย “โอลิมปิก” ชีวิต

เพราะความคิด แม้ทรงพลัง…แต่ “สั่ง” ได้ค่ะ

สัปดาห์ที่ผ่านมา เราหารือกันเรื่องการฝึกอารมณ์ และความคิด ของนักกีฬามืออาชีพ และนักกีฬาขั้นเทพระดับโอลิมปิก

เพราะทั้งนักกีฬา โค้ช ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการกีฬา ฟันธงตรงกันว่า..

ยามลงสนาม สิ่งที่สำคัญกว่ากายแกร่ง กลายเป็นเรื่องอารมณ์ ความคิด และจิตใจ

ยามนั้น ชนะหรือไม่บนเวที ได้จากกาย 10% และใจ 90%!

ทั้งนี้ มิได้แปลว่าใจแกร่งอย่างเดียวจะชนะ จนสามารถละการฝึกฝนด้านกายได้

แต่หมายความว่า ระดับมืออาชีพที่แข่งอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่กันได้

ไม่ว่าจะแข่งเพื่อชิงเหรียญทอง หรือแข่งเพื่อชิงเหรียญทองแดง หรือแข่งเพื่อให้ได้ติด 1 ใน 10

(หรือสอบสัมภาษณ์งาน หรือ นำเสนอเรื่องขอเพิ่มงบประมาณในที่ประชุมผู้บริหาร ฯลฯ อาการเดียวกัน)

ถือว่าเรามีความสามารถด้านกายภาพ ซึ่งทำให้เราเข้าถึงสนามการแข่งขันได้แล้ว

ยามนั้น “ใจ” ที่คุมสมองและร่างกาย จะเริ่มมีบทบาทสำคัญยิ่ง

เพราะหลักๆ ภายใต้การแข่งขันที่มีแรงกดดันสูงๆ เราต้องการให้สมองทำหน้าที่ 1 ใน 2 แบบ คือ

งานบางอย่างต้องใช้พลังสมองเพื่อคิดตอบโจทย์และปัญหาต่างๆที่ไม่คุ้นเคย ยามนั้น น้องสมองต้องปลอดโปร่ง ห้ามอื้อ ห้ามตื้อ พร้อมให้เรารื้อหน่วยความจำ ทำให้เราคิดแก้ปัญหาได้อย่างฉับไวเฉียบคมงานบางอย่างต้องใช้ความชำนาญที่เกิดจากความเชี่ยวชาญที่สั่งสมไว้ จนกลายเป็นเรื่องกึ่งอัตโนมัติ น้องสมองต้องไม่ใช้วิธีข้างบน ที่เอื้อให้เราคิดมาก จนยากที่จะเข้าถึงความชำนาญกึ่งอัตโนมัติ

หากเราไม่มีทักษะในการสะกดใจให้นิ่ง น้องสมองจะสับสน ผลจึงจะเป็นเช่นนี้..

ยามที่เราชี้แจงโครงการในที่ประชุมระดับหัวหน้า ต้องตอบคำถามที่ไม่รู้จะมาไม้ไหน

น้องสมองต้องโปร่งเบา ให้เรารื้นค้นประมวลหาคำตอบอย่างราบรื่นฉับไว

แต่หากใจเครียด ประหม่า กังวล

สมองคนเราจะแกล้งทื่อขึ้นมาอย่างฉับพลัน

ดังนั้น คำถามทั้งง่ายและยาก จะกลายเป็นเรื่องลำบากที่จะตอบอย่างฉะฉานเฉียบคม

ในทางตรงกันข้าม ยามที่เราอยากให้สมองหยุดคิดมาก ปล่อยให้เราสามารถทำอะไรได้ตามธรรมชาติและความชำนาญ ที่ได้จากการทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันว่ายน้ำ นำเสนอ หรือ เล่นดนตรีที่ซักซ้อมจนคล่องแคล่ว

หากควบคุมอารมณ์หรือใจไม่ได้

กลายเป็นกังวล จนสมองคิดวนไปมา เขาจึงพาป่วน รวนความชำนาญที่เราเคยทำได้จนคล้ายอัตโนมัติ สกัดให้กลายเป็นสะดุด หยุดกึก นึกไม่ออก

หลายท่านที่เป็นมือใหม่ในการนำเสนอ มักมีประสบการณ์ที่เพียรท่องแล้วท่องอีก จนขึ้นใจ แต่เมื่อได้นำเสนอจริง สิ่งที่ท่องคล่องแคล่ว..แป่ว! หายไปเสียเฉยๆ

ดังนั้น ทักษะในการสั่งให้ “จิตนิ่ง” จึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อนักสู้มืออาชีพ

นักกีฬาโอลิมปิกใช้หลากหลายวิธีในการฝึกจิตให้นิ่ง อาทิ

Visualization หรือ มโน” ขั้นเทพ เพื่อตัดสิ่งเร้ารอบตัวออกไป ดังที่คุยกันตอนที่แล้ว

นักกีฬาบางท่าน ใช้วิธีผ่อนคลายด้วยการฟังเพลงโปรด จะได้เอาใจออกจากความเครียด และการคิดวกวน

หลายทีมเน้น ฝึกทำสมาธิ เรียกสติให้อยู่กับตัว

ไม่ต้องดูอื่นไกล เห็นได้จากทีมนักวอลเล่ย์บอลหญิงขั้นเทพ ขวัญใจคนไทย

แม้สรีระ โดยเฉพาะความสูง และปัจจัยแวดล้อมหลากหลาย ถือเป็นรองคู่แข่งระดับโลก

แต่สิ่งที่ไม่เคยเป็นรองใคร คือ ใจและ สติ

โค้ชอ๊อด ผู้พลิกโฉมกีฬานี้ให้ชาวไทย ฟันธงไม่ต่างจากโค้ชระดับโลกท่านอื่น โดยเน้นว่า นักกีฬาต้องฝึกซ้อมใจ ควบคู่ไปกับกาย

“คุณภาพทางจิตต้องดี ไม่หวั่นไหว เวลาแข่งสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี”

โค้ชอ๊อดมักจำลองสถานการณ์กดดัน ให้ทีมได้ฝึกสติและสมาธิ อาทิ เล่นดี แกล้งบอกไม่ดี! ตีลง แกล้งบอกไม่ลง!

หากสตินักกีฬากระเจิงไปกับความท้าทาย ที่เขาคุมไม่ได้รายรอบตัว จะทำให้เริ่มเล่นมั่ว..แพ้เห็นๆ

ทีมหญิงของเราจึงฝึกซักซ้อมใจบ่อย จนเชี่ยวชาญในการดึงสติให้กลับมาอยู่กับวินาทีปัจจุบันได้ในชั่วพริบตา ไม่หมกมุ่นกับปัญหาที่เกิดแล้ว หรืออนาคตที่ยังไม่มาถึง

จึงเป็นที่ชื่นชมของคนดู หรือแม้คู่แข่งทั่วโลก ในด้านการควบคุมอารมณ์ ที่นักกีฬาขั้นเทพจากที่ใด ก็ไม่อาจเทียบทาน

สรุปว่า อารมณ์ และทัศนคติ เป็นสิ่งที่เจ้าของเลือกได้

และที่สำคัญ ฝึกได้ค่ะ

 

โดย : พอใจ พุกกะคุปต์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

sixteen + 17 =