เรียนรู้จากพระบรมราโชวาท

Posted on Posted in Management

เรียนรู้จากพระบรมราโชวาท

 

ในพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้นสิ่งหนึ่งที่บัณฑิตทุกคนเฝ้ารอนอกเหนือจากการได้ขึ้นไปรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือผู้แทนพระองค์แล้วก็คือพระบรมราโชวาทที่พระราชทานให้กับบัณฑิตในทุกๆ ปี พระบรมราโชวาทที่พระราชทานให้กับบัณฑิตนั้นถ้าขออนุญาตใช้ภาษาปกติก็ต้องเรียกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ล้าสมัยแม้เวลาจะผ่านพ้นไปเป็นสิบๆ ปี

 

 

ตัวอย่างเช่นในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของจุฬาฯเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2506 นั้นส่วนหนึ่งของพระบรมราโชวาทมีใจความว่า

“…ความจริงงานทุกอย่างถ้าทำด้วยน้ำใจรักย่อมมีทางสำเร็จและได้ผลดีเมื่อพบอุปสรรคใดๆอย่างเพิ่งท้อแท้จะหมดกำลังใจง่ายๆจงตั้งใจทำให้ดีคิดทางที่จะแก้ไขผ่อนคลายอุปสรรคต่างๆด้วยเหตุผลและหลักวิชาไตร่ตรองด้วยความสุขุมรอบคอบและเยือกเย็น…”

หรืออีกข้อความหนึ่งที่มีเนื้อหาว่า“…การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิดว่าที่จริงแล้วคนโดยมากไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันจะปิดทองแต่ข้างหน้าไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้…

ผมเองได้กลับไปค้นหาพระบรมราโชวาทที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ผมเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อ 14 ก.ค.2533 นั้นก็ได้พบอีกเหมือนกันว่าพระบรมราโชวาทที่พระราชทานในวันนั้นก็สามารถเป็นข้อเตือนใจได้ถึงปัจจุบันโดยใจความตอนหนึ่งของพระบรมราโชวาทที่พระราชทานไว้ในปี 2533 นั้นมีเนื้อความถึงปัจจัยห้าประการที่บุคคลควรจะต้องมีเพื่อให้สามารถทำการสิ่งใดให้ผลสำเร็จอันพึงประสงค์

“…ศักยภาพอันเป็นกำลังอย่างที่หนึ่งได้แก่ ความเชื่อมั่นว่างานของตนนั้นมีประโยชน์มีคุณค่าจริง อย่างที่สอง ได้แก่ความมีวินัยที่ดีและมั่นคง ที่จะควบคุมประคับประคองตนให้ปฏิบัติภารกิจทุกสิ่ง ด้วยความเข้มแข็งและสุจริต อย่างที่สามได้แก่ ความมีสติและความละเอียดรอบคอบ ที่จะป้องกันตนเองมิให้ประมาทเลินเล่อ และจะดูแลการงานมิให้ผิดพลาดเสียหาย อย่างที่สี่ ได้แก่ความมีใจตั้งมั่นและแน่วแน่ ที่จะปฏิบัติงานให้เที่ยงตรงสม่ำเสมอ โดยไม่ขาดสายให้จนสำเร็จ อย่างที่ห้า ได้แก่ความรอบรู้และความเฉลี่ยวฉลาด ในเหตุในผลที่จะนำมาใช้พิจารณาวินิจฉัยในการประกอบการงานให้บรรลุผลเลิศ…

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เป็นผู้แทนพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรให้กับบัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ส่วนหนึ่งของพระราโชวาทมีใจความสำคัญว่า

“…ผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนสำเร็จเป็นบัณฑิต ย่อมต้องมีคุณสมบัติสำคัญคือ มีปัญญา…แต่เมื่อจะนำความรู้ไปปฏิบัติใช้ ก็อาจะนำไปใช้ในทางที่ผิดที่เป็นโทษเสียหาย ที่เป็นดังนี้ก็เพราะขาดคุณธรรมสำคัญ คือ สติความรู้ตัว อันจะช่วยให้แต่ละคนมีความยั้งคิด ที่จะนำความรู้ไปใช้แต่ในทางที่ถูกต้อง ไม่หลงผิดทำพลาดด้วยความประมาทพลั้งเผลอ ด้วยเหตุนี้การมีปัญญาอย่างเดียว จึงไม่พอต้องมีสติกำกับประคับประคองการใช้ปัญญาให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ควรด้วยโบราณท่านจึงเรียกรวมกันว่าสติปัญญา

หลังจากที่ได้ย้อนกลับไปอ่านพระบรมราโชวาทแล้ว มีความมั่นใจว่าถ้าผู้ใดสามารถรวบรวมเรียบเรียงพระบรมราโชวาทที่พระราชทานให้กับบัณฑิตใหม่ในทุกๆ ปีนั้น เราจะได้ตำราทางด้านการบริหารที่ครอบคลุม ทั้งการบริหารชีวิตการทำงานองค์กรและประเทศชาติที่จะเป็นสมบัติของชาติที่มีคุณค่าอย่างยิ่งครับ (สำหรับบัณฑิตรุ่นต่างๆของจุฬาฯนั้นสามารถเข้าไปดูหนังสือสูจิบัตรพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของปีต่างๆที่เว็บของศูนย์บริหารกลางของจุฬาฯ​ ที่ www.cca.chula.ac.th)

สุดท้ายของฝากข้อมูลไว้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาวจุฬาฯไว้หน่อยนะครับ

จากสถิติจากสำนักงานการทะเบียนจุฬาฯตั้งแต่สถาปนามาในปี พ.ศ.2459 จนกระทั่งถึงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ผลิตบัณฑิตออกมาแล้วทั้งสิ้น 295,296 คน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครั้งแรกในปี พ.ศ.2492 โดยมีบัณฑิตที่ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทั้งสิ้น 293,372 คน โดยได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จำนวน 128,919 คน โดยได้เสด็จมาพระราชทานตั้งแต่ปี พ.ศ.2492-2540 ทุกปี เว้นปี พ.ศ.2537 ที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมาเป็นผู้แทนพระองค์และมีบัณฑิต ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯในฐานะผู้แทนพระองค์ (พ.ศ.2541-2558) รวมทั้งสิ้น 158,985 คน (ปีทั้งหมดนั้นนับตามปีการศึกษานะครับ)

 

โดย : ดร.พสุ เดชะรินทร์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

thirteen + two =