แนวคิด วิโรจน์ ภู่ตระกูล ว่าด้วย การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

Posted on Posted in Management

แนวคิด วิโรจน์ ภู่ตระกูล ว่าด้วย การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

 

"การประกอบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จเป็นเรื่องยาก แต่การรักษาความสำเร็จให้ต่อเนื่องยาวนาน และทำให้ธุรกิจขยายใหญ่โตเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า ดังนั้นการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องให้กับธุรกิจ จึงเป็นการประสบความสำเร็จในระยะยาวที่แท้จริง"

บทพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงของคนเรา จะพิสูจน์ได้เมื่อคนผู้นั้นผ่านวัยทำงานมานาน และเป็นที่ยอมรับว่ายังคงความสำเร็จไว้ได้อย่างต่อเนื่อง วิโรจน์ ภู่ตระกูล อดีตหัวเรือใหญ่ของ ลีเวอร์บราเธอร์ (ประเทศไทย) จำกัด คือ ผู้หนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสุดยอดของมืออาชีพและเป็นแม่ทัพฝีมือเลิศแห่งสมรภูมิการตลาด

 

 

 

บทพิสูจน์ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของวิโรจน์ คือการสร้างผลงานไว้มากมายให้กับลีเวอร์ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ในวงการสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก และผลงานดังกล่าวก็ได้รับการยอมรับและชื่นชมจากบริษัทแม่คือ ยูนิลีเวอร์ประเทศอังกฤษ

และหากจะพูดว่า "ยุคทอง" ของลีเวอร์คือช่วงที่มีวิโรจน์เป็นกุนซือใหญ่ก็คงไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะ "ลีเวอร์ในยุควิโรจน์" มียอดขายเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 14-15 เปอร์เซ็นต์ และมีผลกำไรเฉลี่ยปีละ 14-15 เปอร์เซ็นต์ ติอต่อกันทุกๆ ปี

วิโรจน์ใช้ชีวิตการทำงานที่ลีเวอร์นานกว่า 30 ปี โดยเริ่มต้นจากตำแหน่งเล็กๆ Trainee จนกระทั่งสามารถผลักดันตัวเองขึ้นสู่จุดสูงสุด คือการสวมหมวกประธานกรรมการของบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่แห่งนี้ 

ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ลีเวอร์ ชื่อของวิโรจน์ได้กลายเป็นที่เกรงขามของคู่แข่ง ทั้งที่เป็นบริษัทข้ามชาติด้วยกันเอง หรือแม้แต่บริษัทของคนไทย ดังนั้นในวงการนักการตลาดและวงการสินค้าอุปโภคบริโภค จึงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่รู้จักวิโรจน์

แม้กระทั่งเมื่ออำลาจากลีเวอร์ไปแล้ว ความสามารถในด้านยุทธศาสตร์และยุทธวิธีการตลาดของวิโรจน์ก็ยังเป็นที่ยอมรับของคนทั้งในและนอกวงการ

ย้อนกลับไปในช่วงที่วิโรจน์ใกล้จะเกษียณตัวเองจากลีเวอร์ ช่วงนั้นมีบริษัทยักษ์ใหญ่หลายๆแห่งพยายามตามจีบวิโรจน์ให้เข้าร่วมงานด้วย แต่สุดท้ายบทสรุปของวิโรจน์ก็าลงเอยที่ประธานกรรมการบริหารบริษัทบุญรอดเอเซีย และบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล

ซึ่งจุดนี้วิโรจน์มองว่าเป็นความท้าทายอีกรูปแบบหนึ่งกับการผันตัวเองจากแม่ทัพของบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติมาเป็นแม่ทัพของธุรกิจที่มีระบบการบริหารแบบครอบครัวอย่างตระกูลภิรมย์ภักดี และจิราธิวัฒน์

ผลงานด้านการตลาดที่ผ่านมาของวิโรจน์ นับได้ว่ามีส่วนในการสร้างสรรค์และพัฒนาวงการตลาดของเมืองไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ


10 คุณสมบัติสร้างความสำเร็จ


วิโรจน์เล่าว่า ไม่ว่าจะประกอบธุรกิจอะไร แต่การจะบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้ในระยะยาวนั้น ผู้ประกอบการหรือผู้บริหารต้องมีคุณสมบัติ 10 ประการ โดยเริ่มจาก

1. มีความเฉลียวฉลาดในขั้นพื้นฐาน พอที่จะพิจารณาได้ว่าอะไรถูกผิดอย่างไร การศึกษาในระดับอุดมศึกษาสอนให้คนรู้จักคิดแทนที่จะนำข้อมูลมาจากอาจารย์เพียงอย่างเดียว แต่ความเฉลียวฉลาดและความรู้ใดๆ ก็ไม่ใช่จะหาได้จากสถาบันการศึกษาเท่านั้น แต่สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้จากนอกระบบการศึกษาเช่นกัน

"มีตัวอย่างให้เห็นมากมายถึง คนที่ไม่ได้เรียนสูงแต่ก็สามารถประกอบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ เพราะมีความเฉลียวฉลาดมากพอประมาณ มีความคิดที่รู้เหตุรู้ผล เป็นคนมีเหตุผล มีสามัญสำนึกและมีวิจารณญาณที่รู้ว่าอะไรที่ถูกที่ควร"

2. การทำงานเป็นทีม คือ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เพราะในการบริหารกิจการใหญ่ๆ จะทำงานคนเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะในโลกของธุรกิจสมัยใหม่ ซึ่งต้องมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและต้องมีความรู้กว้างและลึก ดังนั้น คนๆเดียว ไม่สามารถรู้ได้หมด จึงต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม ความสำเร็จแบบ "ข้ามาคนเดียว" หรือ "เก่งคนเดียว" จะไม่มีอีกแล้ว

3. รู้จักแสดงความคิดเห็น ซึ่งการแสดงความคิดเห็นนั่นต้องไม่ต่อต้านผู้อื่น เพราะการทำงานให้ประสบความสำเร็จ การระดมความคิดเป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกันต้องไม่สร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น คนฉลาดและมีจิตวิทยาดีย่อมต้องรู้จักคิด หาวิธีพูด และแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ความคิดของเราเป็นที่ยอมรับและได้รับความร่วมมือ

"สมัยก่อนคนดีคือคนไม่พูด แต่เดี๋ยวนี้คนดีต้องพูด และมีศิลปะในการพูด ต้องไม่ก้าวร้าว และสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจ และเชื่อถือข้อมูล หรือความคิดของเรา"

4. เป็นคนที่ทำ เพราะความคิดใดๆ ถ้าไม่ลงมือทำก็ไม่มีประโยชน์ ความคิดที่ดีถ้าไม่ได้ทำหรือทำไม่ได้ ก็เหมือนไม่มีความคิดที่ดี

5. มุ่งมั่นในความสำเร็จ เพราะในการทำงาน ย่อมต้องเกิดอุปสรรค หรือปัญหาใหญ่หรือเล็กมีเข้ามาให้แก้ไขเรื่อยๆ ผู้บริหารต้องไม่ท้อแท้ และไม่ยอมแพ้เร็วจนเกินไป ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าแนวทางที่วางไว้เป็นแนวทางที่ถูกต้องหรือไม่ ขณะเดียวกันต้องรู้จังหวะด้วยว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ และอะไรทำได้หรือไม่ได้

6. มีความทะเยอทะยาน เพื่อให้เกิดจิตสำนึกที่อยากจะพัฒนาตัวเอง อยากเป็นใหญ่เป็นโต แต่ความทะเยอทะยานต้องมีปริมาณที่เหมาะสมไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป

7. เป็นคนชอบเสี่ยง ปัจจัยของการเป็นมหาเศรษฐีต้องชอบเสี่ยง ไม่เสี่ยงไม่ได้ เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรได้ฟรี แต่การเสี่ยงก็เหมือนความทะเยอทะยาน บางเรื่องเสี่ยงได้ บางเรื่องไม่ควรเสี่ยงก็ต้องเลี่ยงที่จะเสี่ยง

8. เป็นคนมีวิสัยทัศน์ คือการมองการณ์ไกล รู้จักคิดถึงวันข้างหน้า และมองภาพข้างหน้าเป็น เพราะงานที่ยิ่งใหญ่ต้องใช้เวลาในการสร้างและสั่งสมความสำเร็จเป็นขั้นตอน

"นักธุรกิจในอดีตจะมองการณ์แค่ข้างหน้าแค่ 3-6 เดือน แต่เดี๋ยวนี้เราต้องดูภาพทั้งระยะกลาง 3-5 ปี และระยะยาว 10-20 ปี โดยการมองต้องมองทั้งตลาดรวม มองคู่แข่ง และมองตัวเอง การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและถูกต้อง ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดและเป็นการกำหนดแนวทางเดินที่ชัดเจนให้กับองค์กร พนักงาน และให้กับตัวเอง"

9. รู้จักกระตุ้นตัวเอง ผู้บริหารคือคนที่เป็นนายสูงสุด ที่ไม่มีใครมาสั่งงาน หรือสอนงาน จึงต้องรู้จักเป็นนายของตัวเอง ต้องรู้จักกระตุ้นตัวเองให้ทำงาน หางานให้ตัวเองทำ โดยไม่ต้องให้ใครมาเตือนหรือบอกให้ทำ คนที่เป็นผู้บริหารต้องรู้จักคิดด้วยว่าตนเองต้องทำอะไรต่อไป

10. อุทิศตนให้แก่งาน ไม่ว่าเราจะชอบหรือมีศรัทธาในงานที่ทำหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อทำแล้วจะต้องมีความขยัน ทุ่มเท หรืออุทิศตนให้แก่งานอย่างเต็มที่ เมื่อมีปัญหาหรืออุปสรรคก็เปรียบเสมือนมีแรงผลักดันในการที่จะต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค

วิโรจน์ให้ทรรศนะว่า คนทั่วๆไปที่จะมีคุณสมบัติครบทั้ง 10 ประการนั้นคงมีไม่มากนักและน้อยคนที่จะทำได้ แต่ผู้ที่มีคุณสมบัติมากกว่าย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า แต่สำหรับผู้บริหารที่ทำงานใหญ่ควรต้องมีคุณสมบัติดังกล่าวให้ครบถ้วนจึงจะสามารถประสบความสำเร็จในระยะยาวได้


สิ่งที่ผู้บริหารต้องทำ


เป้าหมายของการทำธุรกิจ คือ กำไร ขณะเดียวกันเป้าหมายของธุรกิจคือ การทำงานให้ประสบความสำเร็จ ทำให้ธุรกิจมีกำไรและก้าวหน้าอย่างมั่นคง วิโรจน์มีความเห็นว่าในการประกอบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ผู้บริหารต้องรู้และทำในสิ่งต่อไปนี้

1. สร้างตลาดให้สินค้า โดยต้องวิเคราะห์และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ ต้องสร้างส่วนแบ่งตลาดให้กับสินค้า ต้องสร้างตราสินค้าด้วยกรรมวิธีการตลาด โดยการกำหนดลักษณะหรือคุณสมบัติที่ชัดเจนให้กับสินค้า และต้องมีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค

2. บริหารกิจการให้มีกำไร การจะทำให้ธุรกิจมีกำไรนั้นผู้บริหารต้องจัดโครงสร้างต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุดเพื่อสร้างความได้เปรียบทางด้านการค้า ต้องรู้จักขยายฐานการผลิตเข้าควบคุมแหล่งวัตถุดิบ พร้อมทั้งต้องรู้จักหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง และต้องบริหารการเงินให้มีประสิทธิภาพ

เนื่องจากการทำธุรกิจต้องมีการแข่งขันเป็นธรรมดา ดังนั้นเราจำเป็นต้องรู้นโยบายและความเคลื่อนไหวของคู่แข่งว่ากำลังทำอะไรอยู่และจะทำอะไรต่อไป ขณะเดียวกันต้องศึกษาจุดอ่อนของคู่แข่งโดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลากร แหล่งวัตถุดิบ ขบวนการผลิต การใช้เทคโนโลยีใหม่

3. การประสานประโยชน์ของทุกฝ่าย การประกอบธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้า เพื่อนคู่ค้า และสังคมควบคู่กันไป

4. การจับกระแสของการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของประชากร การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพราะสิ่งเหล่านี้จะเอื้อประโยชน์ให้กับการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

นี่คือตำนานของนักการตลาดมืออาชีพที่ชื่อ วิโรจน์ ภู่ตระกูล ผู้ที่เริ่มต้นชีวิตการทำงาน เมื่ออายุ 26 ปี จนกระทั่งปัจจุบันย่างเข้าปีที่ 68 ปี เขาก็ยังไม่มีความคิดที่จะเลิกทำงานแต่อย่างไร เป็นที่น่าเสียดาย วิโรจน์ ภู่ตระกูลได้เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ขณะเดินทางไปพักผ่อน ที่หน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 16 ก.พ. 2546

 

โดย: พุทธิวัฒน์ ธนาพงศ์พีระ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

seventeen − 1 =