Strategic Moves ของ Apple และ Microsoft สะท้อนถึงอะไร?

Posted on Posted in Management

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาท่านผู้อ่านคงได้ผ่านตาข่าวใหญ่ในวงการเทคโนโลยีอยู่หลายข่าวครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนไหวของทั้ง Apple และ Microsoft ที่นอกจากจะมีนัยในด้านเทคโนโลยีแล้วยังชวนให้เราคิดกันต่อได้ในเชิงกลยุทธ์ธุรกิจต่อไปว่า ทิศทางและกลยุทธ์ของยักษ์ใหญ่ของโลกทั้ง 2 เจ้าจะไปในทิศทางไหนต่อ ดังนั้นสัปดาห์นี้ผมเลยขอนำ Strategic Moves ของทั้งสองยักษ์มาลองวิเคราะห์ดูนะครับ

 

 

เริ่มที่ Apple ก่อนแล้วกันครับ จากงาน WWDC เมื่อสัปดาห์ที่แล้วซึ่งในส่วนของรายละเอียดว่า Apple ประกาศอะไรออกมาใหม่ๆ บ้าง ท่านผู้อ่านตามอ่านได้จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีได้นะครับ แต่ผมมีข้อสังเกตที่ตัวสนใจอยู่หลายประการด้วยกันครับ

ประการแรกคือ Apple พยายามทำตัวเป็น Platform Provider มากกว่า End-to-end integrator เหมือนในอดีตครับนั้นคือในอดีตเรารู้อยู่แล้วว่า Apple เน้นทำระบบที่เป็นระบบปิดแต่เป็นระบบปิดที่สามารถเชื่อมโยงกันได้แบบไร้รอยต่อ แต่หลังจากพบว่า App Store ซึ่งเป็น Platform หรือตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้พัฒนาซอฟค์แวร์กับผู้ใช้งานเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แล้วมาครั้งนี้ Apple ไม่สามารถปิดตัวเองได้อีกต่อไปครับ

จากงาน WWDC ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่า Apple ได้เปิดทีเด็ดของตัวเองหลายๆ อย่างให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์มากขึ้นทั้ง Siri หรือ iMesseges หรือ Map ที่ในอดีตไม่ยอมให้คนภายนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวก็จะเปิดแอพเหล่านี้ให้กับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆ สามารถเชื่อมต่อ app ของแต่ละคนเข้ากับ app หลักๆ ของ Apple ได้ครับ

การเคลื่อนไหวของ Apple ในเรื่องนี้มองได้สองประเด็นครับ มองในแง่ดีคือ Apple ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การเป็น Platform Provider มากขึ้น (กลยุทธ์เรื่องของการเป็น Platform Provider กำลังเป็นที่นิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ) เพราะมีโอกาสในการได้กำไรสูงขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนมาก และทำให้ผู้บริโภคยิ่งผูกติดกับผลิตภัณฑ์ของตัวเองมากขึ้น แต่ถ้ามองในอีกแง่ก็อาจจะมองได้ครับว่า Apple นั้นเริ่มแย่แล้วตัวเองไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ต้องหวังพึ่งบรรดานักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เข้ามาช่วยมากขึ้น อีกทั้ง Apple ก็เริ่มตระหนักแล้วว่า ไม่สามารถเป็นระบบปิดแบบเดิมต่อไปได้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสังเกตคือ Apple พยายามไล่ตามคู่แข่งขันในแต่ละด้านอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ iMesseges ครับที่ในอดีตส่งได้แต่คำพูดและรูปแต่เมื่อเห็นว่าประชากรโลกส่วนใหญ่ใช้พวกแอพ message ต่างๆ ในการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้นและแต่ละแอพก็ทำได้มากกว่าส่งรูปไม่ว่าจะเป็น Facebook Messengers, Line, WeChat ทำให้ Apple ต้องหันมาพัฒนา iMessage ของตัวเองมากขึ้นครับ ซึ่งต่อไปเจ้าโปรแกรมนี้ของ Apple ก็นอกจากจะเริ่มทำได้เหมือนคู่แข่งอื่นๆ และ Apple ยังบอกด้วยว่าจะทำได้มากกว่าด้วยหรือแอพแผนที่ของ Apple ที่ก็พยายามพัฒนาเพื่อไล่ตาม Google Maps ให้ทัน

ถึงแม้แต่ละ app ของ Apple จะสู้คู่แข่งไม่ได้ แต่ข้อดีของ Apple คือเมื่อทุกอย่างรวมเข้าเป็นระบบที่เชื่อมโยงกันทั้งหมดนั้นยังไม่มีใครที่มีระบบที่สมบูรณ์แบบ เช่น Apple แต่ส่วนตัวเริ่มตั้งข้อสงสัยแล้วว่า Apple พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองไปมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น มันจะมากเกินความต้องการในการใช้งานจริงๆ ของลูกค้าหรือผู้บริโภคหรือเปล่า?

หันมาดู Microsoft บ้างครับ ส่วนตัวแล้วชอบ Strategic Moves ครั้งล่าสุดของ Microsoft มากครับ (ถ้าไม่นับเรื่องราคาที่ถือว่าสูงมาก) นั้นคือที่ MS เข้าไปซื้อ LinkedIn ด้วยมูลค่า 26.2 พันล้านดอลลาร์ LinkedIn ถือเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับคนทำงานที่มีสมาชิกมากกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก และเมื่อดูแล้วบรรดาคนทำงานที่เป็นสมาชิกของ LinkedIn นั้นก็คือกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Microsoft นั้นเองครับ (Office คือตัวอย่างง่ายๆ ครับ)

ลองนึกถึงโอกาสและความเป็นไปได้ที่ในอนาคตที่ข้อมูลหรือ profile ต่างๆ บน LinkedIn จะเชื่อมต่อเข้ากับ Microsoft Office ดูครับหรือที่น่าสนใจคือ LinkedIn เพิ่งซื้อ lynda.com  ซึ่งเป็นผู้เล่นใหญ่ในวงการ online learning ไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งการเรียนผ่านทางสื่อ online กับกลุ่มผู้ใช้ LinkedIn นั้นก็ถือว่าเหมาะกันแล้วถ้ายิ่งได้ Microsoft มาเสริมอีกทีจะยิ่งดีแค่ไหนครับ นี้ยังไม่นับโปรแกรมอื่นๆ ที่ทั้ง LinkedIn และ Microsoft มีและน่าจะเสริมกันได้อย่างเช่น พวก CRM ต่างๆ อีกนะครับ ดังนั้นจึงน่าจับตาครับว่าการที่ Microsoft ทุ่มงบซื้อ LinkedIn มาในครั้งนี้ Microsoft จะใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่หรือไม่แต่เชื่อว่าอย่างน้อยก็น่าจะคุ้มกว่าเงิน 9.4 พันล้านดอลลาร์ ที่ใช้ซื้อมือถือโนเกียมานะครับ

ในอดีตทั้ง Apple และ Microsoft ถือเป็นคู่แข่งขันกันโดยตรงในด้านซอฟต์แวร์ แต่เวลาผ่านพ้นไปทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะเริ่มห่างจากการแข่งขันโดยตรงมากขึ้น (ยกเว้นในบางผลิตภัณฑ์) และทั้งคู่ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เราไม่สามารถแบ่งแยกออกไปอย่างชัดเจนได้อีกแล้วว่า บริษัทไหนอยู่ในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งอย่างเดียว ภาวะ Industry Convegence เป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นครับ

 

โดย : ดร.พสุ เดชะรินทร์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

nineteen − 3 =