‘ปราบเซียน’ สังเวียนค้า โจทย์ธุรกิจยืนระยะรอด

Posted on Posted in Marketing

'ปราบเซียน' สังเวียนค้า โจทย์ธุรกิจยืนระยะรอด

 

หนทางยังอีกยาวไกลกว่าอำนาจซื้อจะฟื้น ปีนี้จึงเป็นอีกปี “ปราบเซียน” บนสังเวียนการค้า กลวิธีใดที่ธุรกิจจะงัดมารับมือ ยืนระยะ ผ่อนหนักเป็นเบา ผ่านพ้นไตรมาสแรกของปี 2559 ภาคธุรกิจยังต้องออกแรง “ฮึด” เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจและกำลังซื้อยังไม่เป็นใจ 

หนำซ้ำส่อแวว “เลวร้าย” เพราะถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยลบ “มหันตภัยแล้ง” สาหัสสุดในรอบ 20 ปี กระเทือนภาคเกษตร “กำลังซื้อหลัก” ของประเทศ จากผลผลิตพืชผลทางการเกษตรลดลง ไปในทิศทางเดียวกับราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

 

 

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เมื่อ ธ.ค.2558 พยากรณ์พื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งประเทศปี 2558 (ปีเพาะปลูก 2558-59) ว่าจะมีพื้นที่่กว่า 55.81 ล้านไร่ ลดลงจากปี 2557 ที่มีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 60.79 ล้านไร่ 

ส่วนผลผลิตรวมข้าวทั้งประเทศปี 2558/59 อยู่ที่ 27.06 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลง 14.4%  จากปีก่อนที่ 31.63 ล้านตันข้าวเปลือก โดยผลผลิตลดลงทั้งข้าวนาปีและนาปรัง และยังคาดการณ์ด้วยว่าผลผลิตฤดูกาล 2559/60 จะลดลงอยู่ที่ 25.09 ล้านตันข้าวเปลือก

ล่าสุดสศก.ยังประเมินผลกระทบจากภาวะภัยแล้งในปี 2558 ว่า สร้างความเสียหายให้พื้นที่ทางการเกษตรครอบคลุม 2.87 ล้านไร่ มีเกษตรกรได้รับผลกระทบมากกว่า 270,000 ราย เกษตรกรไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามฤดูกาลส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเกษตรตามมาโดยปี 2558 มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 15,000 ล้านบาท

ส่วนภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2559 พบว่าหดตัวลง 2.1 % โดยวัดจากมูลค่าภาคเกษตร ที่ราคาคงที่ จาก 111,000 ล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2558 เหลือ 108,000 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปีนี้ 

โดยสาขาที่การผลิตหดตัวได้แก่ สาขาพืช สาขาประมงและสาขาบริการทางการเกษตร ขณะที่สาขาประปศุสัตว์และสาขาป่าไม้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 11

ปัจจัยลบที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาสแรกของปีนี้หดตัวคือ ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปกติ ก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้งในหลายพื้นที่ของประเทศตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปีนี้เเละ ปริมาณน้ำใช้ได้ในเขื่อนหลักต่างๆอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก ซึ่งกรมชลประทานจำเป็นต้องควบคุมและ จัดสรรการใช้น้ำเพื่อให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภค ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกพืชหลายชนิด ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง

 สอดคล้องกับศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี(TMB Analytivcs) ระบุว่า วิกฤติภัยแล้งกระทบต่อชาวนาทั่วทุกภาค ยิ่งย้อนไป 3 ฤดูกาลปลูกข้าวที่ผ่านมา พบว่า มูลค่าความเสียหายมากถึง 8.4 หมื่นล้านบาท พื้นที่ปลูกข้าวในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคเหนือและภาคกลาง มีปริมาณผลผลิตข้าวลดลงค่อนข้างมาก เฉพาะภาคเหนือลดลงถึง 4.5 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่า 3.69 หมื่นล้านบาท ภาคกลางลดลง 4 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่า 3.19 หมื่นล้านบาท เป็นต้น

เม็ดเงินจากชาวนาหายไปจากระบบเศรษฐกิจมหาศาล ยางพาราก็ไม่ต่างกัน เมื่อเกษตรกรสวนยางกว่า 1.2 ล้านราย ที่เพาะปลูกยางทั่วประเทศกว่า 19 ล้านไร่ สร้างมูลค่าต่อระบบเศรษฐกิจราว 4 แสนล้านบาท เผชิญราคายางตกต่ำ

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น กลายเป็นอีกสาเหตุหลักที่ทำให้กำลังซื้อหายไปจากระบบ ไม่รวมภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง จากปัญหาส่งออก การลงทุนภาครัฐและเอกชน ที่ยังไม่ถูกขับเคลื่อนจากความไม่เชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ 

เมื่อเเป็นเช่นนี้ “ตัวจริง” ที่อยู่ในสนามธุรกิจ จะต้องเผชิญชะตากรรมอย่างไรใน “ไตรมาสแรก”  หลาย “กูรู” ช่วยกันหาคำตอบ

แม้อากาศร้อนอบอ้าวจะเป็น ไฮซีซันของการขาย ทว่าภาพรวมธุรกิจ “เครื่องปรับอากาศ” ปีนี้ยังเหนื่อย แม้ความต้องการของผู้บริโภคมีสูง แต่ตลาดยังเติบโตไม่มาก ผ่านคำบอกเล่าของ “สมศักดิ์ จิตติพลังศรี” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซัยโจเด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

เหตุผลไม่พ้นปัญหาเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบค่อ “อำนาจซื้อ” ของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง

“อาจไม่อ่อนแอถึงขั้นปวกเปียกแต่เป็นอำนาจซื้อที่ยังกระจุกตัว” เมื่อแบ่งผู้บริโภคเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ไล่กำลังซื้อสูงลงไปถึงต่ำ เป็น A B C D ตามลำดับ จะพบว่า

จำนวนคนส่วนใหญ่จะเป็น บีลบลงมาถึงดี และเวลานี้กลุ่มที่ใช้จ่ายจริงๆ มีเพียงกลุ่ม  “บีขึ้นไป ถึงเอ”

โดยคาดว่ากำลังซื้อกลุ่มนี้ มีสัดส่วนไม่ถึง 20% เมื่อเทียบกับขนาดประชากรทั้งประเทศที่ 67 ล้านคน ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรและธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับภาคเกษตร ซึ่งอยู่ในกลุ่มบีลบถึงดี

เมื่อกำลังซื้อลดลง ย่อมส่งผลต่ออุตสาหกรรมในประเทศ ตามมาเป็นลูกโซ่

“จำนวนผู้ซื้อหดตัวลงเยอะ เมื่อเราสูญเสียผู้บริโภคกลุ่มซีกับดี เงินจะมาจากไหน”

ซ้ำเติมผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศในประเทศเข้าไปอีก เมื่อมีนำเข้าเครื่องปรับอากาศจากจีนเข้ามาทำตลาดในไทย ทำให้เงินไหลออกจากประเทศ 

ข้อเท็จจริงคือปีนี้แย่กว่าปีก่อน ยิ่งดูภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อส่งสัญญาณแย่กว่าปีก่อน เขาย้ำ

ออกสตาร์ท 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค) ที่ว่าตลาดโตน้อยแล้ว เขายังประเมินว่า ทั้งปีตลาดเครื่องปรับอากาศมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท จะเติบโตได้ 3-5% เท่านั้น ตลาดในประเทศอาจไม่เติบโต แต่ตลาดส่งออกขยายตัวได้

ส่วนยอดขายของไซโจ เดนกิ ไตรมาสแรก เติบโต 50%  โดยได้อานิสงส์จากการส่งออกที่เติบโตถึง 200%

“ฐานของเรายังเล็ก ขายในประเทศได้และส่งออกก็เลยเติบโต”

ท่ามกลางวิกฤติ หนทางรอดที่เขาแนะนำในธุรกิจเครื่องปรับอากาศ ผู้ผลิตต้องมี “เทคโนโลยี” เป็นของตัวเอง เพราะวันนี้ตลาดแข่งขันกันที่เทคโนโลยีและราคาที่จับต้องได้ 

การทำธุรกิจยามนี้ เขาบอกว่า อยู่ในอาการเหนื่อยมากๆ และจะเหนื่อยยิ่งขึ้น เมื่อปัญหา “เชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจไทยยังไม่ถูกแก้ไข แม้รัฐบาลจะพยายามเข็นมาตรการต่างๆมากระตุ้นกำลังซื้อ ก็ตาม 

หลายคนต้องการให้ปัญหากำลังซื้อคลี่คลายโดยเร็ว ผ่านนโยบาย “ประชานิยม” แต่อีกมุมต้องการให้ทุกภาคส่วน “อดทน” 

นี่เป็นคัมภีร์ที่จะช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติ 

“เท่าที่พูดคุยกับนักการตลาดและสัมผัสตลาด สถานการณ์ยอดขายสินค้าในไตรมาสแรกยังทรงๆ เมื่อเทียบกับปีก่อน” ประโยคฉายภาพรวมกำลังซื้อที่ “ชลิต ลิมปนะเวช” อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย บอกพร้อมยอมรับว่า ยากจะคาดการณ์แนวโน้มทั้งปี เมื่อปัจจัยหลักอยู่ที่ความผันผวนของ “เศรษฐกิจโลก” โดยเฉพาะเศรษฐกิจของมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับสองของโลก อย่าง “จีน” 

เพราะจีนถือเป็น Factory of the world  (โรงงานของโลก) 

หากยอดผลิตในจีนตกต่ำ แสดงว่าเศรษฐกิจทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัว!

ขณะที่การยืดเวลาขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวจริงๆ ส่วนยุโรปก็ยังมีปัญหา

ยังดีรัฐบาลไทยใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่สถาบันการการเงินหลายแห่ง ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ น่าจะได้ผลในเชิงจิตวิทยา หนุนให้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ปรับตัวดีขึ้น  

สินค้าที่ขายได้ในเวลานี้ แน่นอนคือ “สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต” แต่ยอดขายการใช้ว่าจะดีนัก ส่วนสินค้าที่อิงกับฤดูกาล เช่น กลุ่มเครื่องดื่ม แน่นอนโอกาสเติบโตดีในช่วงหน้าร้อน ด้วยปัจจัยอุณหภูมิที่ร้อนระอุ ขณะที่ผู้ประกอบการเครื่องดื่มต่างส่งแคมเปญแรงมากระตุ้นตลาด

ที่เหนื่อยหน่อยยามนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นธุรกิจเซ็กเตอร์ “ยานยนต์”  (สินค้าคงทน มีราคาสูง) ยกเว้นยานยนต์ในกลุ่ม “ไฮเอนด์” เพราะเศรษฐีไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินๆทองๆ

หากมองสถานการณ์ทั้งปีกำลังซื้อจะเป็นอย่างไร ชลิต ฟันธง! ว่า..

 “ปีนี้เป็นปีปราบเซียน..!!!" ภาคธุรกิจจึงควรใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง อย่าประมาท อย่าลงทุนเกินตัว 

“ต้องสำรองกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น”

เห็นสินค้าบางรายการขายดิบขายดี อย่างกระทะหินอ่อนจากแดนโสมยี่ห้อ “Korean King” มิหนำซ้ำใช้งบโฆษณานำโด่งทุกสินค้า ในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) ของปี โดยในเดือนก.พ. ตัวเลขใช้งบโฆษณาพุ่งไปกว่า 137 ล้านบาท แซงสินค้าดังทั้งน้ำอัดลม “โค้ก” ที่ใช้งบโฆษณาไป 115 ล้านบาท ค่ายสื่อสาร ดีแทค ISP 106 ล้านบาท ขณะที่ค่ายยานยนต์อย่างโตโยต้า กลับใช้ลดลงเหลือ 64 ล้านบาท เป็นต้น

แบรนด์นี้เติบโตท่ามกลางวิกฤติกำลังซื้อได้อย่างไร ? 

ชลิต มองว่า การทุ่มงบดังกล่าวของเกาหลี อาจเป็นราคาเต็มที่ตั้งไว้แต่ต้นก่อนหักส่วนลด และยังเป็นการซื้อโฆษณาผ่านช่องทีวีดิจิทัล ที่โฆษณายังไม่เต็ม ทำให้ปล่อยโฆษณาได้ถี่ยิบ! ส่วนกระแสยอดขายกระทะที่ดีอย่างมาก ประเด็นนี้ มองเป็นเรื่องช่องทางจำหน่ายใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ทำให้ลดต้นทุนได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งมีไม่มากแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการขายในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

ชลิตยังแนะว่า การประคองหากอยากประคองธุรกิจให้รอดท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจกำลังซื้อ  

ต้องระมัดระวังในการลงทุน ควรหา Disrupt idea หรือการฉีกกรอบความคิดแบบเดิมๆ สรรสร้างสิ่งแปลกใหม่ให้สินค้าและบริการให้ได้ การบริหารจัดการต้นทุนมนุษย์ให้ดี เพราะยุคนี้คนหายาก ยิ่งเจเนอเรชั่นวาย (อายุระหว่าง 25-35 ปี) ทำงานไม่ทนทาน จึงต้องงัดกลเม็ดมามัดใจคนให้ได้ด้วย “ใจ”

นอกจากนี้ การทำธุรกิจและการตลาดยุคนี้ ผู้ประกอบการควรปรับตัวเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ (Paradigm shift) รับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยี อย่างไทยก็มี 4 G เข้ามามีบทบาท

โดยศาสตร์ “SMAC” อยู่ในกระแสที่ต้องนำมาใช้

S-Social Media ต้องนำมาใช้สื่อสารการตลาดเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้เร็ว 

M-Mobility ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือตอบโจทย์ลูกค้า 

A-Analytical ต้องวิเคราะห์ข้อมูลแม่นยำ และต้องทันท่วงที (Real time) เพราะยุคนี้เป็นข้อมูลมีขนาดมหึมา(Big data) 

และ C-Cloud เมื่อข้อมูลทุกอย่างเก็บบนอากาศได้ หยิบมาใช้ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ โดยไม่ต้องลงทุนเซิร์ฟเวอร์แพงๆเหมือนในอดีต

วันนี้แนวโน้มธุรกิจยังมีขนาด “เล็กลง” แม้กระทั่งการกิจการขนาดใหญ่ๆ ลงทุนเยอะ ก็จะรับจ้างผลิต (เอ้าท์ซอร์ซ)  มากขึ้น ร้านค้าที่เคยมีหน้าก็ลอยอยู่บนอากาศ (เว็บไซต์) แล้วหาเทคนิคให้สินค้าติดตลาดได้แบบรวดเร็ว เป็นยุคที่ Low cost, high profit

หากห้ามข้ามปีนี้ไปได้ ปีหน้าเศรษฐกิจโลกฟื้น เศรษฐกิจกำลังซื้อในไทยก็คงจะเริ่มผงกหัวได้ เขาเชื่อมั่น !

————————-

“มาม่า” ยอดฟื้น

ในวิกฤติมีโอกาส

ฟาก “สินค้าอุปโภคบริโภค” นำโดยสินค้าขวัญใจคนมีรายได้น้อยอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป“มาม่า” ไตรมาสแรกดีดังคาด 

โดยยอดขาย “เติบโต 12%" เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน 

“ในวิกฤติยังมีโอกาส” สุชัย รัตนเจียเจริญ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด(มหาชน) บอก ส่วนเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขยอดขายขยายตัว เกิดจากการพยายามทำตลาดที่มากขึ้น

“ปัจจัยเศรษฐกิจยังไม่ดีแต่ว่าจะไม่ดีกระทั่งทำให้คนอยากซื้อของถูกมากขึ้นหรือเปล่า คนอาจหันมาบริโภคสินค้าราคาถูกมากขึ้นไม่รู้ ดูไม่ออก”

เวลานี้ยังมีปัจจัยมากมายที่รอจ่อกระทบเงินในกระเป๋าของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ราคาพืชผลทางการเกษตร” ซึ่งไม่มีสัญญาณบวก

ทุกอย่างดูเลือนราง แต่กระนั้นบริษัทกลับพิจารณา “การลงทุนพิเศษ” ในประเทศ ขานรับนโยบายรัฐบาลหนุนให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน แต่เมื่อความไม่แน่นอนล้อมรอบ เลยต้องเคาะตัวเลขกันละเอียดยิบพร้อมอุบข้อมูลว่าลงทุนในส่วนไหน

“แต่ที่แน่ๆ เป็นการลงทุนในประเทศ เราก็มองอยู่"

ทว่า การขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางวิกฤติ สิ่งสำคัญ 3 ประการที่ต้องปฏิบัติคือ

คุณภาพสินค้าจะต้องคงไว้ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง “วิกฤติยังไงก็ทำให้ยอดขายไปได้”ต้องประหยัดค่าใช้จ่าย ในเชิงการบริหารจัดการ ผู้ประกอบการย่อมรู้ดีว่า เมื่อยอดขายสุ่มเสี่ยงไม่โต จะใช้จ่ายแต่ละบาทต้องตรึกตรองให้ถ้วนถี่

และ3.ต้องมีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดตลอดเวลา เพราะหากแบรนด์ไม่เคลื่อนไหว สร้างแรงดึงดูดผู้บริโภค พฤติกรรมตัดสินใจควักเงินซื้อสินค้าที่ว่ายากอาจยากยิ่งขึ้น

แม้บริบทโดยรวมยังหิน แต่ปีนี้มาม่ากลับค่อยๆฟื้นกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง สวนทางสถานการณ์ โดยทั้งปีตั้งเป้าไว้เติบโตที่ 10%

“ความท้าทายปีนี้ยังมองไม่เห็น แม้ว่าสัญญาณบวกไม่มี แต่ยอดขายเราเริ่มเติบโต” เขาบอก พร้อมทิ้งวรรคทองไว้ให้ใจชื้นว่า

“ปีนี้มาม่าน่าจะกลับมาเติบโตได้ หลังจากไม่โตมา 2 ปี”

—————————-

อสังหาฯหรู โตสวนเศรษฐกิจ 

ตลาดแมสเจาะกำลังซื้อผู้บริโภคส่วนใหญ่ อาจทอดถอนใจ แต่ตลาดที่จับบรรดาเศรษฐี ยังยิ้มได้ โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในกลุ่มบ้านเดี่ยวราคาแพง เพราะดีมานด์พุ่ง ! “ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เผยผลสำรวจ เผยผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยแพงว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนให้ความสำคัญกับการ “ออม” และเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย ยิ่งเจอสถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคระดับ “กลาง-ล่าง” ชะลอตัว

ทว่า ภาวะดังกล่าวไม่ใช่กับตลาด “ระดับบน” ยิ่งทำเลทองที่มีศักยภาพแล้ว เรียกว่า “ยังเติบโตปกติ”  การันตีตลาดนี้ด้วยผลสำรวจโครงการบ้านเดี่ยวระดับ “ราคา 10-20 ล้านบาท” ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายสะสมของบ้านเดี่ยวหรูมีอยู่ 12.6% แต่มูลค่าโครงการสะสมทั้งตลาดมีส่วนแบ่งสูงถึง 24% จากมูลค่าโครงการทั้งหมดที่เสนอขาย 

อัตราการดูดซับของตลาดก็น่าสนใจ ในโซนฮอตฮิต เช่น ศาลายาโซนศาลายา-บางใหญ่-นนทบุรี มีจำนวนซัพพลายสะสม 1,598 ยูนิต ดีมานด์ให้การตอบรับแล้ว 87% ด้านโซนบางแค-บางบอน-ราชพฤกษ์ มีซัพพลายสะสม 1,351 ยูนิต ดีมานด์ให้การตอบรับ 85% อ่อนนุช-พัฒนาการ ที่มีซัพพลายสะสม 936 ยูนิต ดีมานด์ให้การตอบรับ 83%

“ตลาดบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เริ่มปรับตัวตามสถานการณ์ตลาดที่มีความต้องการบ้านเดี่ยวมากขึ้น ทั้งในส่วนของโครงการขนาดเล็กในใจกลางกรุงเทพฯ และเริ่มกระจายไปสู่พื้นที่รอบนอกมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ และ แผนการขยายเส้นทางคมนาคม รวมถึงความเจริญที่จะขยายเติบโตขึ้นไปยังพื้นที่รอบนอกในอนาคต”

——————————

สแน็คสิงห์ โตเกินเป้า 5%

“โรจน์ เมืองครุธ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮสโก ฟู้ด อินดัสทรี่ จำกัด ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวแม็ก สแน็ก,โคโค่แจ๊สฯ ในเครือบุญรอด ฉายภาพยอดขายขนมขบเคี้ยว(สแน็ก)ของบริษัทในไตรมาสแรก เติบโตสูงกว่าเป้าหมายถึง 5% โดยมีตลาดส่งออกที่ช่วยพลิกสถานการณ์ให้ดี ทั้งตลาดยุโรป สหรัฐที่เริ่มฟื้นตัว เห็นได้จากการไปเยือนตลาดนี้ ธุรกิจอาหารคึกคักกว่า 2-3 ปีก่อน ด้านคู่ค้าต่างแดนแข็งแกร่งขึ้น และได้อานิสงค์จากสินค้าใหม่ สแน็ก “มะพร้าว” ที่ช่วยปลุกความต้องการผู้บริโภคได้ จนกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง

เขาบอกว่า เทรนด์ที่ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวบูม เพราะเป็น Electrolyte ธรรมชาติ เป็นเกลือแร่ธรรมชาติ โดยรวมคือมีประโยชน์สูง ตีคู่มากับกระแสผู้บริโภครักสุขภาพมากขึ้น ผู้ประกอบการเลยต้องพัฒนาสินค้าใหม่ๆตอบโจย์ความต้องการดังกล่าว

“ค่าเงินบาท” ที่อ่อนค่าจาก 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐมาเป็น 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ยังเป็นอีกปัจจัยที่มาช่วยบาลานซ์ยอดขายให้เติบโตดี เพราะต้นทุนขายเท่าเดิม แต่ที่ได้เพิ่มคือเม็ดเงินรายได้ ตลาดที่ใหญ่ขึ้นด้วย “ตรงนี้เป็นข่าวดีของการส่งออก”

กลับมามองยอดขายสแน็กในประเทศ อยู่ในภาวะทรงตัว “เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจในประเทศไม่ดีเท่าไหร่ คนไม่กล้าจับจ่าย เราต้องพยุงและบาลานซ์การทำธุรกิจ ทำยังไงให้เอื้ออำนวยต่อผู้บริโภค อะไรที่ช่วยได้ในยามฝืดเคือง เช่น การออกสินค้าที่เหมาะกับตลาดช่วงนี้ การทำโปรโมชั่น”

ทว่าหัวใจสำคัญของการบริหารธุรกิจท่ามกลางความวิกฤติ เขาเชื่อว่า เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี เราต้องทำสินค้าให้ดีที่สุด เหมาะกับผู้บริโภค เพราะท้ายสุดแล้ว ผู้บริโภคยังต้องเลือกบริโภคอยู่ ทำหน้าที่ของบริษัทให้ดีสุดในฐานะผู้ผลิต และมีการส่งเสริมการขาย ช่วยลดภาระ รวมทั้งบริการลูกค้า สำคัญมาก “ผลิตสินค้าให้ถูกต้อง มีคุณภาพที่สุด เซอร์วิสต้องดี เรื่อบริหารต้นทุนทำอยู่แล้ว ต้องดีขึ้นทุกๆปี เศรษฐกิจดีไม่ดี ต้องบริหารให้ดีขึ้นตลอดเวลา on going”

 

โดย : สาวิตรี รินวงษ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

2 + fourteen =