เปิดสูตร ‘แอนิเมเตอร์’ ไทย ปักธง..!! สตูดิโอโลก

Posted on Posted in Marketing

เปิดสูตร 'แอนิเมเตอร์' ไทย ปักธง..!! สตูดิโอโลก

 

แอนิเมชั่นเรื่องดังผลงานค่ายยักษ์ใหญ่มีหนึ่งจิ๊กซอว์เบื้องหลังคือ“คนไทย”ที่ไปร่วมงานกับสตูดิโอระดับโลกติดตามสูตรโกอินเตอร์ของสมองไทยในเวทีโลก

Cloudy with a chance of meatballs, Hotel Transylvania, Alice in Wonderland, Penguins of Madagascar, Ice Age หรือจะสดๆ ร้อนๆ อย่าง Angry Birds Movie คือตัวอย่างผลงานอนิเมชั่นเรื่องดังที่มีคนไทยอยู่เบื้องหลัง 

 

 

พวกเขาคือหนึ่งในทีมงานของสตูดิโอระดับโลก ที่ใช้ความมุ่งมั่น ตั้งใจ ฟันฝ่าทุกโจทย์ยาก นำพาสมองไทย ไปแจ้งเกิดในตลาดโลก !

ข่าวคราวนักศึกษาไทยคนแรก ที่คว้ารางวัลจากเวที Student Academy Awards Winner สาขา Animation ในงาน OSCAR 35th Annual Student Academy Awards 2008 ทำให้ชื่อของ “ช้าง-ธัชพล เลิศวิโรจน์กุล” ถูกจับตามองมากขึ้น

สิ่งที่เจ๋งไปกว่าการคว้ารางวัลใหญ่ คือ หนึ่งในกรรมการตัดสินรางวัล เป็น Vice President ของ Sony Pictures Imageworks  เรียกเขาไปสัมภาษณ์งาน สุดท้าย อดีตนิสิต สถาปัตย์ จุฬาฯ ผู้มาศึกษาต่อด้านศิลปะคอมพิวเตอร์ (Computer Art) ที่ School of Visual Arts, New York สหรัฐอเมริกา ก็ได้งานในฝันที่ Sony Pictures และฝากผลงานไว้ทั้ง Cloudy with a chance of meatballs, Hotel Transylvania, Alice in Wonderland, Angry Birds Movie รวมถึงผลงาน Coca Cola Happiness factory สมัยอยู่บริษัทเอเยนซีโฆษณา Psyop อีกด้วย

เส้นทางการโกอินเตอร์ของเหล่าสมองไทยเมื่อหลายปีก่อน นอกจากส่งผลงานเข้าประกวดในเวทีระดับโลก รอโชคชะตานำพาให้เข้าตาบริษัทใหญ่เหมือน ธัชพล วิธีการสุดคลาสสิค ที่พวกเขาใช้ คือ ส่งเดโมผลงานไปตามสตูดิโอต่างๆ ซึ่งกว่าจะฝ่าฟันกองเทปมหึมาของเหล่าคู่แข่ง จนถูกเรียกไปสัมภาษณ์ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

“เขามีเวลาดูไม่มาก ฉะนั้นผลงานเราต้องโดดเด่นจริงๆ และสั้น งานไม่ดีต้องตัดออก อันนี้สำคัญมาก อย่าเสียดายของ แม้จะทำกับสตูดิโอมีชื่อก็ตาม เพราะพอเขาเจองานไม่ดีเขาจะเริ่มมีคำถามทันทีว่า งานที่ดี เราทำคนเดียวหรือเปล่า”

“ตุลย์-วีรภัทร ชินะนาวิน” อดีตพนักงาน Pixar Animation Studios ซึ่งปัจจุบันกลับมาเปิดสตูดิโอที่เมืองไทย Riff Animation Studio บอกเล่าหัวใจของการได้งาน คือต้องนำเสนอผลงานคุณภาพ ให้สะดุดตาจนถูกเรียกสัมภาษณ์ และต้องดึงดูดคนได้ภายใน 5-7 วินาทีแรก โดยที่ไม่ต้องหวังว่าจะมีเพลงเข้ามาช่วยบิวด์ เพราะคนดูงานเขาดูแต่เนื้อ ไม่ฟังเสียง

นอกจากงานจะดี มีความเป็น “ยูนีค” แบบสุดๆ ใครอยากร่วมงานกับสตูดิโอไหน ก็ควรทำการบ้าน และเข้าใจไลฟ์สไตล์ เข้าใจคาแรคเตอร์ของงานในสตูดิโอนั้นๆ ด้วย 

“นนท์-ชานนท์ ธารีจิตต์” Senior Animator ซึ่งฝากผลงานไว้กับ Matrix 2-3 และ Diablo 3 บอกว่า ไม่จำเป็นต้องทำเดโมที่ดีสำหรับทุกๆ บริษัท แต่ให้ทำเดโมที่เจาะจงไปยังบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ เช่น อนิเมชั่นสำหรับบริษัท เกม หนัง ซีรีส์ ฯลฯ เพราะแต่ละบริษัทล้วนมีสไตล์ และมีตัวตนที่ต่างกัน

“เราต้องศึกษาก่อนว่า บริษัทที่จะสมัครเข้าทำงานเป็นอย่างไร แล้วให้ทำเดโมใหม่ที่เจาะจงถึงบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ เพราะแค่ 5-7 วินาที แรกที่คนจะดู เขาไม่ดูชื่อด้วยซ้ำ แต่จะดูที่ผลงาน ฉะนั้นถ้าอนิเมชั่นไม่ตรงกับโจทย์ เขาก็ไม่รับ”

จินตนาการง่ายๆ ว่า เราถนัดวาดภาพกล้ามเนื้อใหญ่ๆ โหดๆ แต่ดันส่งเดโมไปสมัครงานที่ Walt Disney ซึ่งเน้นงานแนวมุ้งมิ้ง ถามว่า ต่อให้งานจะดีเลิศแค่ไหน แต่ Disney จะกล้าเรียกเข้าสัมภาษณ์หรือไม่

เด็กยุคก่อนต้องทำเดโม ส่งเข้าบริษัทเป็นเรื่องเป็นราว ทว่าเด็กวันนี้การนำส่งผลงานไปสู่สายตาชาวโลก ทำได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้วคลิก! ด้วยเครื่องมือออนไลน์ อย่าง ยูทูป เฟซบุ๊ก ที่จะเป็นช่องทางโปรโมทผลงาน แน่นอนว่า ถ้างานเจ๋ง ก็มีโอกาสไปเข้าตาสตูดิโอระดับโลก และเรียกไปสัมภาษณ์ได้เช่นกัน แต่การแข่งขันก็รุนแรงขึ้นด้วย เพราะใครๆ ก็ใช้ช่องทางนี้ได้ทั้งนั้น

หนึ่งในเรื่องสำคัญ ที่กลายเป็น “จุดบอด” ให้เด็กไทยหลายคนไปไม่ถึงฝัน นั่นคือความอ่อนด้อยใน “ภาษาอังกฤษ”

“การจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องมีทักษะพื้นฐานที่สุดก็คือ ภาษา มีหลายคนที่ได้โอกาสสัมภาษณ์งาน แล้วไม่รอด เพราะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง แม้งานจะเจ๋งแค่ไหนก็อาจไม่ได้งาน เพราะเขามองว่า ถ้าสื่อสารไม่ได้ หรือฟังไม่ออกนั่นหมายถึง การทำงานร่วมกับทีมจะมีปัญหาทันที และเขายังมีคนเก่งอีกมากที่สามารถเลือกได้ ฉะนั้นเขาไม่แคร์เลย ภาษาจึงสำคัญมาก”

คำบอกเล่าจาก “วิน-ปวิชชา อารยะพงษ์” ผู้ก่อตั้ง  Moon House Studio อดีตพนักงาน Dreamworks Animation และ Lucasfilm บริษัทภาพยนตร์ที่ก่อตั้งโดย จอร์จ ลูคัส ผู้สร้างหนัง Star Wars ผู้เคยฝากผลงานไว้กับ Penguins of Madagascar และ Strange Magic ระหว่างทำงานอยู่เมืองนอก

ได้งานว่ายากแล้ว พอต้องไปทำงานจริงสุดหินยิ่งกว่า ซึ่งการพิสูจน์ตัวเองของคนไทยในต่างแดนมีสารพัดรูปแบบ พวกเขาทำงานหนัก และทำงานเกินร้อย

“จิ๊บ-ปิยวัจน์ นาอาคม” อดีตพนักงานของ Blue Sky Studios, Industrial Light & Magic (ILM) และบริษัทพัฒนาเกม EA Redwood Shores ผู้ฝากผลงานไว้กับ Van Helsing, Robots, Ice Age 2 และเกมเจ๋งๆ อย่าง Dead Space 1-3, The Godfather 2 เขาบอกสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดการทำงานในต่างประเทศคือ การที่จะบอกว่าใครเจ๋ง ใครคือ ตัวจริง ใน 100 เราต้องทำให้ได้ 120 สรุปสั้นๆ “ต้องให้เหนือความคาดหมาย"

“คนอาจรู้สึกว่า ทำงานแค่ส่งๆ ไปก็น่าจะพอแล้ว หรือทำได้ 100 ก็โอเคมากแล้ว แต่สิ่งที่จะบอกได้ว่า คนนี้เจ๋งแค่ไหน ใน 100 คุณต้องทำ 120 ทำให้เหนือความคาดหมายที่เขาตั้งไว้ นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้” เขาบอก

สิ่งเดียวที่จะทำให้เขาเก่งขึ้น ก็คือต้องทำงานให้หนักขึ้น ปิยวัจน์ เล่าว่า เขาใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อทำ Animation Test แล้วแสดงผลงานเพื่อปรับปรุงความสามารถของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำจนคนเริ่มเห็นศักยภาพ เลยขยับจากตำแหน่งเด็กฝึกงานมาเป็น Staff ในบริษัท และได้โปรเจคใหม่ๆ มาทำอย่างต่อเนื่อง

ทำงานเมืองนอกไม่ได้สวยหรู ถ้าไม่เก่ง ไม่เจ๋งจริง ก็จะถูกเชิญออกได้ง่ายๆ

ลองฟังประสบการณ์จริงจาก ตุลย์ วีรภัทร สมัยฝึกงานที่ PIXAR กับสถานการณ์โหด “คัดคนออก” ทุกอาทิตย์

“พวกผมต้องทำงานแบบแข่งกันเอง ถ้าเกิดคนไหนทำงานไม่ได้ตามเป้า เขาจะให้ออกทันที อย่างเพื่อนผมที่ไปฝึกงานด้วยกัน ผ่านไป 3 อาทิตย์ เพื่อนบอกไปแล้วนะ ตอนแรกคิดว่าคงเจอกันพรุ่งนี้ ปรากฏเขาหายไปจริงๆ ในห้องผมมีอยู่ 8 คน ทุกอาทิตย์จะมีคนออก 1 คน นี่อาจเป็น Culture shock ก็ได้นะ เพราะเมืองไทยไม่ค่อยได้เจอแบบนี้ แต่ที่โน่นเขาทำจริง ถ้าเกิดผลงานไม่ดีจริง ก็ไปซะ” เขาบอก

ทำงานทั้งเหนื่อย ทั้งหนัก ผลงานก็ต้องดีเกินร้อย แถมยังต้องยึดเก้าอี้ไว้ให้แน่นๆ ด้วย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

แล้วจะทำอย่างไรให้ “สปอตไลท์” ส่องมาหาตัวเอง ให้นายรักนายหลง ท่ามกลางคนทำงานมหาศาล วีรภัทร บอกเราว่า คนเอเชียไปทำงานเมืองนอกสปอตไลท์ค่อนข้างส่องทุกคน ไม่ใช่เพราะความแตกต่างของรูปลักษณ์ ทว่าด้วยการต้องไปอยู่ไกลบ้าน แถมสมัยก่อนวีซ่ายังออกยากออกเย็น ทุกคนเลยมักจะโฟกัสกับงาน และทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ค่อยมีเวลาเขวไปทำอย่างอื่น รู้ตัวอีกทีเลยกลายเป็นพนักงานที่หัวหน้าสุดปลื้มไปแล้ว 

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะไม่จนมุมกับชีวิตที่นั่น

“ผมมีน้องหลายคนที่โฟกัสกับงานในปีแรก แต่พออยู่ไปนานๆ เริ่มหลุดโฟกัส เพราะพอเริ่มมีเงิน ก็ไปผ่อน อพาร์ทเม้นท์ ไปซื้อบิ๊กไบค์ สุดท้ายชีวิตเปลี่ยน จากคนที่รับผิดชอบมากๆ ก็เริ่มไม่โฟกัสกับสิ่งที่ทำ จนกระทบกับงานไปหมด” 

นอกจากต้องประคับประคองสติให้ดี และทำผลงานให้โดดเด่น การทำงานแขนงนี้ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องทำงานเป็นทีม” ฉะนั้นจะเด่นคนเดียว เล่นคนเดียว “ไม่ได้” แต่ต้องทำงานร่วมกับคนอื่นได้ด้วย

ในต่างประเทศเน้นการทำงานเป็นระบบ ทุกคนรับผิดชอบแต่ในงานของตัวเอง แม้เห็นปัญหาอยู่ตรงหน้า และเป็นปัญหาน้อยนิด ชนิดที่แก้คนเดียวก็ทำได้ แต่อย่าคิดจะทำอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้ระบบพัง และงานก็แย่ตามไปด้วย

ธัชพล บอกเล่าการทำงานที่ Sony Pictures ซึ่งทำงานเป็นระบบ และทุกคนเชี่ยวชาญแต่ในงานของตัวเอง ไม่ไปก้าวก่ายงานคนอื่น เขายกตัวอย่างว่า ในภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง ใช้คนทำประมาณ 800 คน ซึ่งขั้นตอนการทำงาน (Pipeline) ตั้งแต่ต้นจนจบของที่นี่จะแข็งแรงมาก 

“อย่างบางทีคาแรคเตอร์มีตัวเนื้อออกมานอกเสื้อผ้า ซึ่งผมสามารถใช้โปรแกรมเข้าไปแก้ไขได้เอง ก็แค่ดันเนื้อกลับเข้าไปก็เสร็จแล้ว แต่ที่โน้นทำไม่ได้ ต้องส่งกลับไปอย่างเดียว แล้วรอ ช้าหน่อยก็เป็นอาทิตย์ เพื่อแก้จุดนี้จุดเดียว แต่พอทำไปพักหนึ่ง ถึงเริ่มเข้าใจว่า คน 800 คน ถ้าทุกคนแก้กันนิดๆ หน่อยๆ โดยไม่บอกใครเลย งานไม่มีทางรันได้เลย เพราะไม่รู้ว่า เวอร์ชันไหนคือเวอร์ชันล่าสุด แต่เขายอมทำงานช้าลง เพื่อที่จะให้งานเป็นระบบ” เขาบอกสาเหตุ

การทำงานในสตูดิโอใหญ่ พวกเขาไม่ประนีประนอมเรื่อง “คุณภาพ” และไม่มีคำว่า “หยวนๆ” ฉะนั้นถ้างานยังมีปัญหาก็จะไม่ยอมปล่อยผ่าน แต่จะปรับ จะแก้ แม้เป็นการแก้ซ้ำๆ ในจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบไม่ปรากฏในภาพยนตร์ด้วยซ้ำ

ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่คนทำงานต้องมีก็คือ “ทัศนคติที่ดีในการทำงาน” โดยต้องยอมปรับแก้งาน และไม่ท้อกับการถูกแก้ซ้ำๆ แม้บางครั้งอาจทั้งเหนื่อย ทั้งโกรธบ้างก็เถอะ

ปวิชชา ได้เรียนรู้เรื่องนี้ จากการร่วมงานกับ Art Director ที่ทำภาพยนตร์ Star Wars ในโพรเจค Strange Magic ของ Lucasfilm เขาเห็นการนั่งเทลูกคริสตัลทั้งวันทั้งคืน เป็นอย่างนี้หลายๆ วัน ซึ่งเป็นงานที่ทุกคนเห็นตรงกันว่า “น่าเบื่อสุดๆ” แต่คนทำกลับบอกว่า ยิ่งทำยิ่งเห็นสีของคริสตัลที่ดูดีขึ้น สวยขึ้น เขาเลยสนุกที่จะทำงานซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น

“ผมเห็นแล้วก็รู้สึกสนุกไปกับเขาด้วย และอยากให้เรามีทัศนคติที่ดีแบบนี้ แม้ว่าจะเป็นงานที่ตั้งใจทำแล้ว แต่โดนปรับแก้มา หรือเราไม่เห็นด้วย แต่อย่าลืมว่า คนที่ตรวจงานเราเขารู้ว่า ยังมีส่วนบกพร่องอยู่เลยตีกลับมาใหม่ ซึ่งถ้าเราทำอย่างเต็มที่ ใส่ความเป็นมืออาชีพเข้าไป งานเราก็จะผ่านเอง หลายอย่างจึงขึ้นกับ ‘ทัศนคติ’ ของเราตั้งแต่ต้น” เขาบอก

มีทัศนคติดียังไม่พอ จะทำงานในต่างประเทศได้ “วินัย” สำคัญมาก ซึ่งดูจะเป็นจุดอ่อนมากๆ เช่นกัน ของเด็กไทย

วีรภัทร บอกเราว่า ฝรั่งให้ความสำคัญกับ วินัยในการทำงาน ทุกอย่างเขาต้อง “เป๊ะ!” อย่าง เริ่มงาน 9 โมงเช้า กลับ 6 โมงเย็น ก็ยึดอย่างนั้น ไม่ทำงานเลท เพราะยิ่งเลทงานก็ยิ่งลากยาว ก็ชีวิตของพวกเขาไม่ได้มีแต่งานเสียหน่อย ทว่าเน้น “เวิร์คไลฟ์บาลานซ์” นั่นคือหลังเลิกงานยังต้องอยู่กับครอบครัวและไปทำกิจกรรมอย่างอื่นด้วย วันหยุดก็คือหยุด ไม่มีการเอางานกลับไปทำที่บ้าน เลือกบริหารชีวิต และการทำงาน ให้ดีเยี่ยมทั้งคู่

ขณะที่ ปวิชชา แบ่งปันการทำงานที่ Dreamworks Animation ให้ฟังว่า เริ่มงาน 9 โมง แต่ที่ Dreamworks 8 โมง คนก็เต็มสตูดิโอแล้ว เขามาเช้า เพราะไม่ได้อยากอยู่เย็น และตอนเช้าสมองก็แล่นมากกว่า จึงใช้เป็นเวลาพูดคุยงานกันช่วงเช้า

เมืองไทยคนอาจมองว่า การทำงานหลายชั่วโมงคือ คนขยัน ยิ่งเลิกดึกเท่าไร เจ้านายยิ่งปลื้ม แต่ไม่ใช่วัฒนธรรมเดียวกันกับเมืองนอก เพราะที่โน่นยิ่งทำงานดึกนั่นหมายความว่า ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ!

“เรื่องเพิ่งเกิดตอนทำ Angry Birds Movie เรามีจูเนียร์ไดเร็คเตอร์มาใหม่ ก็สไตล์คนเอเชียที่อยากพิสูจน์ตัวเองว่าทำงานหนัก เลยอยู่ถึงเที่ยงคืนทุกวัน เขาอยากพิสูจน์ตัวเอง แต่ที่นั่นไม่ทำงานกันอย่างนี้ วัฒนธรรมที่เราเคยเชื่อว่า หัวหน้าจะประทับใจ ใช้ไม่ได้กับที่เมืองนอก สุดท้ายเขาถูกเรียกไปเตือน เพราะมองว่า ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ” ธัชพลบอก

ฉะนั้น มันไม่ได้เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงาน แต่เกี่ยวกับว่า เราใส่อะไรลงไปบ้างระหว่างการทำงานนั้น แค่ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ได้ในชั่วโมงงาน ก็เพียงพอแล้วสำหรับที่นั่น

การทำงานเมืองนอก ไม่ได้มีแค่โมเม้นต์ “โลกสวย” แต่มีจุดที่ทุกคนต้องพยายาม ต้องฝ่าผัน มีจุดขมขื่น และสารพัดอุปสรรค การจะรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ได้ พวกเขาว่า มาจากจุดเริ่มต้นที่เลือกทำงานนี้ตั้งแต่แรก นั่นคือ “ใจรัก”

รักในสิ่งที่ทำ และได้ทำในสิ่งที่รัก จนไม่รู้สึกว่านี่คือ งาน อุปสรรคที่เจออยู่ทุกวัน เลยเป็นแค่กระบวนการหนึ่งของการทำงานของพวกเขาเท่านั้น

เหมือนที่ “นอร์ท-อรุษ ตันตสิรินทร์” ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ Nickelodeon Animation Studio  มีผลงานทั้ง Teenage Mutant Ninja Turtles, Robot and Monster, Monsters VS Aliens, และ Avatar : the legend of korra ย้ำกับเราว่า เพราะคำว่ารักในงานที่ทำ เลยไม่เคยมีคำว่าอุปสรรค มีแค่ปัญหารายวันที่เมื่อเจอก็จัดการแก้ไขไปเท่านั้น

นอกจากใจรัก ยังต้อง หมั่นฝึกฝน เคี่ยวกรำฝีมือตัวเองให้แหลมคมขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น ดาบซามูไรที่แข็งแกร่งพร้อมรับมือกับทุกโจทย์หินในงานที่ทำ อุปสรรคที่มีมาก ก็จะค่อยๆ เบาบางลง ด้วยประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นของพวกเขา

ทำงานเมืองนอกมีความก้าวหน้าในสายอาชีพ ยิ่งบริษัทใหญ่ด้วยแล้ว จะมีเส้นทางขึ้นตำแหน่งที่ชัดเจน และมีการเติบโตในงานนี้ ที่สำคัญ “รายได้ดี” เพราะต่างประเทศให้คุณค่ากับงานศิลปะ และให้ราคากับคนทำงานอาร์ท โดยพวกเขาบอกว่า รายได้เริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 60K ต่อปี (60,000 เหรียญดอลลาร์ หรือประมาณกว่า 2 ล้านบาท ต่อปี) มีการเติบโตทุกปี

แต่อย่าลืมว่า เมืองนอกค่าครองชีพสูงลิ่ว แถมภาษีก็ยังแพงลิบ เรียกว่า รายได้ 100% ถูกหักภาษีไปแล้ว 30% ก็ต้องประเมินกันให้ดีๆ ด้วย

ทุกคนย้ำเป็นเสียงเดียวกันว่า การเข้ามาสู่ถนนเส้นนี้ ไม่ว่าจะเมืองไทยหรือเมืองนอก ไม่อยากให้เริ่มที่ “อยากรวย” เพราะถ้าแค่จะรวย ก็แนะให้ไปทำอาชีพอื่นที่อาจรวยง่ายกว่านี้ ทว่าอยากให้เริ่มด้วยใจรัก และอยู่กับมันไปได้เรื่อยๆ มีทัศนคติที่ดี พร้อมพัฒนาฝีมือตัวเอง เด็กไทยก็มีโอกาสไปแจ้งเกิดได้ในตลาดโลก

วันนี้เหล่ารุ่นพี่ที่เคยฝึกปรือฝีมืออยู่ต่างประเทศ ไปสร้างชื่อในต่างแดน หลายคนเริ่มกลับมาเปิดสตูดิโอที่เมืองไทย แล้วรับงานเอาท์ซอร์ซให้ต่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสให้กับเด็กไทยได้ชิมลางงานระดับอินเตอร์ ส่วนหนึ่งมาเป็นอาจารย์ เป็นที่ปรึกษาในบริษัทต่างๆ แม้แต่เป็นวิทยากรเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับน้องๆ อย่างในงาน Bangkok International Digital Content Festival (BIDC) 2016 เวทีแสดงศักยภาพและผลงานด้านอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับ Animation, Game, Characters, Computer Graphics และ Mobile Application ซึ่งผ่านพ้นไปเมื่อเดือนก่อน

“เบียร์-ทินกรรต์ หล่อศรีศุภชัย” Creative Director จาก Lunchbox Studio หนึ่งในรุ่นพี่ของวงการ ฝากความหวังในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ในประเทศไทยว่า คงต้องอาศัย “รัฐบาล” เข้ามาช่วยผลักดัน เพื่อให้อุตสาหกรรมหมุนวงล้อไปได้เร็วขึ้น โดยไม่ใช่แค่สนับสนุนให้ต่างประเทศมาลงทุนในไทย แล้วใช้คนไทยเป็นแค่ “แรงงาน” 

ทว่าอยากให้ดูโมเดลอย่างในหลายประเทศ ที่จะมีการตั้งกฎเกณฑ์ไว้ชัดเจนว่า ต่างชาติเข้ามาจะต้องถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนในประเทศ ถ้านำแอนิเมชั่นต่างประเทศเข้ามาฉาย ก็ต้องมีการให้พื้นที่กับแอนิเมชั่นไทยด้วย และไม่ใช่แค่สนับสนุนการเป็นผู้ให้บริการ แต่ต้องผลักดัน “ทรัพย์สินทางปัญญา” (Intellectual Property :IP) ให้เกิดด้วย เพื่อสร้างคอนเทนต์ของเราเองขึ้นมาให้ได้

“เราต้องล้อมรั้วให้ดีก่อน เพื่อคนไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้จะได้ไม่ตาย การที่เขาเข้ามาจะต้องเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมของคนไทยด้วย ไม่ใช่ประโยชน์แค่ตัวเขา และหลังจากผลิตงานให้เขาได้ เราต้องเริ่มเป็นเจ้าของผลงานเองได้แล้ว เพราะแวลู่อยู่ที่ความคิด อยู่ที่ทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่แค่การรับจ้างผลิต..รัฐบาลต้องมองให้ขาดในเรื่องนี้”  เขาย้ำ

เพื่อประกาศศักดาความเป็นไทย โดยเหล่าสมองไทยในต่างแดน และผู้เล่นที่แข็งแกร่งบนแผ่นดินสยามนับจากนี้

 

โดย : จีราวัฒน์ คงแก้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

4 × 5 =