‘ทำไมระบอบประชาธิปไตยจึงไม่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย’

Posted on Posted in Politics

'ทำไมระบอบประชาธิปไตยจึงไม่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย'

 

“ทำไมระบอบประชาธิปไตยจึงไม่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย” งานวิจัยชิ้นเก่าของ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

 


บทนำ : ความล้มเหลวของประชาธิปไตยในประเทศไทย
         

จากตัวเลขการรัฐประหารที่ฉีกรัฐธรรมนูญจำนวน ๘ ครั้ง การรัฐประหารที่ไม่ฉีกรัฐธรรมนูญอีก ๔ ครั้ง และรัฐธรรมนูญจำนวน ๑๘ ฉบับในระยะเวลา ๗๖ ปี กับเหตุการณ์นองเลือดอีก ๓ เหตุการณ์ โดยมีสิ่งที่ได้มาคือ การเมืองที่ยังไม่ก้าวหน้าไปไหน นักการเมืองแก่งแย่งตำแหน่งแบ่งเก้าอี้ ประชาชนแตกแยกขัดแย้งแบ่งข้าง และเกิดความรุนแรงจนเกือบจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดหลายครั้งในช่วงปี ๒๕๕๑ จนถึงช่วงสงกรานต์ปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา โดยยังคงมีแนวโน้มที่อาจจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงอีก หรืออาจถึงขนาดเป็นสงครามกลางเมืองในอนาคต เป็นสิ่งที่ทำให้เรากล่าวได้ว่า ประชาธิปไตย – อย่างน้อยจนถึงในขณะนี้ – ไม่ประสบความสำเร็จ ในประเทศไทย
         

ทำไมประชาธิปไตยที่ประสบความสำเร็จในยุโรปและในอเมริกา จึงกลับล้มเหลวในประเทศไทย เป็นเพราะประชาธิปไตย ไม่เหมาะกับประเทศไทยหรือปัญหาอยู่ที่คนไทย ? ถ้าความล้มเหลวของประชาธิปไตยมีสาเหตุมาจากคนไทยแล้ว  ใครหรือคนกลุ่มไหนในประเทศไทยเป็นตัวปัญหาที่ทำให้ประชาธิปไตยล้มเหลว ?
         

๑. ทหาร : การเมืองไทยวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ – ปฏิวัติรัฐประหาร – ฉีกรัฐธรรมนูญ เป็นเพราะทหาร ถ้าทหารปล่อยให้ปัญหาการเมืองแก้ไขไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ยึดอำนาจ ไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยของไทยคงจะเติบโตขึ้นมาได้ ไม่เดินเวียนวนกลับมาเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งไปและไม่ล้มเหลวดังเช่นทุกวันนี้
         

๒. นักการเมือง : ถ้านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช้อำนาจในทางที่มิชอบ ไม่ทุจริตคอรัปชั่น ไม่ซื้อเสียงและสามารถแก้ปัญหากันเองได้ตามวิถีทางประชาธิปไตย ทหารจะมีเหตุในการยึดอำนาจได้อย่างไร  ดังนั้นสาเหตุความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทยก็คือนักการเมือง
         

๓. ประชาชน : นักการเมืองจะซื้อเสียงได้อย่างไร ถ้าประชาชนไม่ขายเสียงให้  ทหารจะปฏิวัติได้อย่างไร  ถ้าประชาชนไม่เรียกร้องหรือไม่ให้ความสนับสนุน ดังนั้น ประชาชนต่างหากคือสาเหตุที่แท้จริงของความล้มเหลวของประชาธิปไตยในประเทศไทย
         

ใครคือสาเหตุของความล้มเหลวของประชาธิปไตยในประเทศไทย ก. ทหาร ข. นักการเมือง หรือ ค. ประชาชน ? คำตอบที่ถูกต้องคือ ง. ถูกทุกข้อ เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทหาร  นักการเมืองหรือประชาชนจะมากจะน้อยต่างก็มีส่วนต่อความล้มเหลวของประชาธิปไตยด้วยกันทั้งสิ้น  เพราะจริงๆ แล้วเราอาจจะมิได้ ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยหรือเข้าใจเรื่องของการปกครองในระบอบนี้กันอย่างแท้จริง  เราจึงไม่สามารถใช้วิถีทางประชาธิปไตยในการแก้ปัญหาและนี่คือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยไม่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย
         

ในระบอบประชาธิปไตย  คนเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าระบบ  ถึงแม้เท่าที่ผ่านมาเรามักจะกล่าวกันว่า ประชาธิปไตยไทยไม่ประสบความสำเร็จเพราะประชาชนไม่มี “จิตสำนึกประชาธิปไตย” เราจึงพยายาม “เผยแพร่ประชาธิปไตย” กันมาตลอดเวลา แต่ทำไมประชาธิปไตยถึงยังล้มเหลว  ทั้งๆ ที่เรามีการศึกษาภาคบังคับ ๑๒ ปี ทำไมเราจึงยังไม่สามารถ “ปลูกฝังประชาธิปไตย” ให้มั่นคงในประเทศไทยได้ มีอะไรบางอย่างที่เราทำผิดพลาดไปหรือไม่ได้ทำหรือไม่
         

แล้ว “ประชาธิปไตย” ที่เราพยายามเผยแพร่ พยายามปลูกฝัง พยายามสร้างจิตสำนึก คืออะไร จริงๆ แล้วเราเข้าใจ “ประชาธิปไตย” กันแค่ไหน  เราเข้าใจกันอย่างแท้จริงหรือไม่ว่า “ประชาธิปไตย” คืออะไร ?


ประชาธิปไตย” คืออะไร
         

ประชาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองที่อำนาจสูงสุดในประเทศเป็นของประชาชน (ประชา + อธิปไตย) โดยประชาชนเป็นผู้ปกครองตนเองหรือเป็นการปกครองโดยประชาชน  ประเทศใดปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ประเทศนั้นประชาชนจะมีฐานะเป็นเจ้าของประเทศ  เมื่อเป็นเจ้าของประเทศประชาชนย่อมมีสิทธิและมีเสรีภาพในประเทศของตน  เช่นเดียวกับเจ้าของบ้านที่มีสิทธิและมีเสรีภาพในบ้านของตน ประชาธิปไตยจึงแตกต่างจากระบอบการปกครองระบอบอื่น เพราะระบอบอื่นประชาชนจะเป็นเพียง ผู้อาศัย และจะมีสิทธิเสรีภาพเพียงเท่าที่ผู้มีอำนาจของประเทศจะ อนุญาต ให้มีเท่านั้น
         

ในประเทศไทยนั้น อำนาจสูงสุดในประเทศ หรือ อำนาจอธิปไตย ได้กลายเป็นของประชาชน  เมื่อได้มีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญฉบับแรก ซึ่งมีชื่อว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕” ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ หรือสามวันหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยมีคำปรารภและมาตราแรกดังต่อไปนี้

          
โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม  เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้นและโดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร  จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยมาตราต่อนี้  มาตรา ๑  อำนาจสูงสุดในประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย …..

         
รัชกาลที่  ๗  ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยที่ท้ายรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ดังเช่นพระบรมราชโองการในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญอีก ๑๗ ฉบับต่อมาหลังจากนั้นที่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการเสมอ รัฐธรรมนูญฉบับแรกนี้จึงเป็นรอยต่อระหว่าง ระบอบราชาธิปไตย ที่อำนาจสูงสุดเป็นของพระมหากษัตริย์ กับระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และมีฐานะเป็นหนังสือมอบอำนาจสูงสุดในประเทศ ให้กับ “ราษฎรทั้งหลาย” โดยพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจแต่เดิมได้ทรงลงพระปรมาภิไธยมอบอำนาจนั้นด้วยพระองค์เอง ระบอบประชาธิปไตยที่ “อำนาจสูงสุดในประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย” โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงเริ่มต้นในประเทศไทยนับแต่บัดนั้น
         

เมื่ออำนาจสูงสุดในประเทศเป็นของประชาชน  ประชาธิปไตยจึงก่อให้เกิด หลักสิทธิเสรีภาพ และต้องมีการประกันสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศและโดยที่ประชาชนร่วมกันเป็นเจ้าของประเทศ ตามหลักกฎหมายในเรื่องการเป็น เจ้าของร่วม นั้น  ถ้าของสิ่งใดมีเจ้าของมากกว่าหนึ่งคน  ทุกคนย่อมมีส่วนเป็นเจ้าของในสิ่งของนั้นอย่างเสมอกัน  ถ้าเอาไปขายก็ต้องแบ่งให้มีส่วนแบ่งไปเท่าๆ กัน  ดังนั้นในระบอบประชาธิปไตย  ประชาชนทุกคน – ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนหรือมีการศึกษาสูงต่ำอย่างไรหรือยากดีมีจนแค่ไหน หรือนับถือศาสนาใด – ย่อมมีส่วนเป็นเจ้าของประเทศอย่างเสมอกัน  ทำนองเดียวกันกับการที่คนหลายคนร่วมกันเป็นเจ้าของบ้านหลังหนึ่ง  เจ้าของบ้านทุกคนย่อมมีสิทธิและมีเสรีภาพในบ้านหลังนี้อย่างเสมอกัน โดยเหตุนี้ ประชาธิปไตยนอกจากจะทำให้เกิดสิทธิเสรีภาพ ยังทำให้เกิด หลักความเสมอภาค ขึ้นมาพร้อมกันด้วย
         

ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยประชาชนจึงมีความเท่าเทียมกัน  ในระบอบนี้ประชาชนจะเป็นเจ้าของชีวิตมีสิทธิส่วนบุคคลและมีเสรีภาพในการเลือกวิถีชีวิตของตนเอง  โดยที่ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน  เชื่อเหมือนกันหรือเห็นเหมือนกัน  หากสามารถที่จะ แตกต่าง กันได้  ประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องของความ หลากหลาย ภายใต้หลักความเสมอภาค สำหรับในเรื่องอันเป็นเรื่องของส่วนรวมหรือในเรื่องของการเมืองการปกครอง  โดยเหตุที่ประชาชนแตกต่างกันและมีความเห็นที่แตกต่างกันได้  หากไม่สามารถ เห็นพ้องต้องกัน ได้ ประชาธิปไตยซึ่งเป็น การปกครองโดยประชาชน ก็จะต้องตัดสินปัญหาโดยใช้ หลักเสียงข้างมาก  แต่การใช้หลักเสียงข้างมากอย่างเดียว จะกลายเป็น เผด็จการเสียงข้างมาก ไปได้  ประชาธิปไตยจึงต้องมีการ คุ้มครองเสียงข้างน้อย ด้วย  เพราะประชาธิปไตยมิใช่ระบอบการปกครองแบบพวกมากลากไป หรือระบอบพวกมากเป็นใหญ่  เสียงข้างมากจึงต้องรับฟังและเคารพเสียงข้างน้อยด้วย
         

หลักประชาธิปไตยทั้งสามประการนี้คือ หนึ่ง อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนและเป็นการปกครองโดยประชาชน สอง สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค และสาม การปกครองโดยเสียงข้างมากที่คุ้มครองเสียงข้างน้อย คือความหมายและหลักการของ “ประชาธิปไตย” ประชาชนชาติใดที่ต้องการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย จะต้องนำหลักการดังกล่าวนี้มาเขียนเป็น กติกา เพื่อใช้ในการปกครองตนเองของประชาชน กติกานี้ก็คือ รัฐธรรมนูญ นั่นเอง


ประชาธิปไตย  คือ  การปกครองโดย “กติกา” ที่มาจากประชาชน
         

ระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นการปกครองโดยกติกา หรือ การปกครองโดยกฎหมาย (The Rule of Law) หรือที่เรียกว่า “นิติรัฐ” ซึ่งหมายถึงรัฐที่ปกครองโดยกติกา มิใช่ปกครองโดยอำเภอใจหรือใช้กำลัง  โดยทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้กติกาหรือกฎหมายอย่างเสมอกัน  รัฐบาลก็จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและจะมีอำนาจกระทำการใดที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชนได้ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น  และเนื่องจากประชาธิปไตยคือการปกครองโดยประชาชน  กฎหมายที่ใช้ในการปกครองจึงต้องมาจากประชาชน และนี่เองคืออำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร “สภา” ของ “ผู้แทนราษฎร” ที่ “ราษฎร” ได้เลือกเข้าไปทำหน้าที่ออกกฎหมายแทนตนเอง
         

ในระบอบประชาธิปไตย  อำนาจของรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารจึงมาจากกฎหมายที่ตราขึ้นมาโดย ฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มาจากประชาชน  ถ้าหากรัฐบาลละเมิดกฎหมายหรือใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายตุลาการ หรือศาลจะเป็นผู้ใช้อำนาจตีความกฎหมายในการตัดสินเพื่อควบคุมการใช้อำนาจให้เป็นไปตามกฎหมายที่มาจากประชาชน  และนี่คือ หลักการแบ่งแยกอำนาจของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องมีการแบ่งแยกอำนาจออกเป็นอำนาจนิติบัญญัติ (ตรากฎหมาย) อำนาจบริหาร (ใช้กฎหมาย) และ อำนาจตุลาการ (ตีความกฎหมาย) เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (checks & balances) มิให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ หากต้องใช้ภายใต้กฎหมายหรือกติกาที่มาจากประชาชน
         

ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจะต้องนำหลักการทั้งหลายเหล่านี้มาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในระบอบประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญจึงเป็น กฎหมายสูงสุด เป็น กฎหมายของกฎหมาย ที่กำหนดว่า กฎหมายหรือกติกาที่ใช้ในการปกครองจะบัญญัติออกมาโดยกระบวนการอย่างไร  ทั้งจะต้องมีการกำหนดระบบและรูปแบบที่ใช้ในการปกครองพร้อมกับมีการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยจึงมีฐานะเป็น สัญญาประชาคม ของคนในชาติที่ตกลงกันว่าจะปกครองกันด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยใช้กติกาตามที่ตกลงกันไว้ในรัฐธรรมนูญและนี่คือความหมายของ รัฐธรรมนูญ ในระบอบประชาธิปไตย


ประชาธิปไตยจะประสบความสำเร็จได้ ประชาชนจะต้องเป็น “พลเมือง”
         

การปกครองในระบอบ “ประชาธิปไตย” ไม่เพียงแต่จะต้องมีกติกาหรือรัฐธรรมนูญที่จะกำหนด  ระบบที่ใช้ในการปกครองประเทศภายใต้หลักการดังที่ได้กล่าวมาเท่านั้น  สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าก็คือ คน หรือประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศที่มีความแตกต่างหลากหลายภายใต้หลักสิทธิเสรีภาพและหลักความเสมอภาค จะต้องมีความเป็น “พลเมือง” ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นการปกครองโดยประชาชนหรือการปกครองที่ประชาชนปกครองตนเองจึงจะประสบความสำเร็จได้
         

“พลเมือง” ของระบอบประชาธิปไตย ประกอบไปด้วยลักษณะหกประการดังต่อไปนี้คือ หนึ่ง มีอิสรภาพและพึ่งตนเองได้ สอง เห็นคนเท่าเทียมกัน สาม ยอมรับความแตกต่าง สี่ เคารพสิทธิผู้อื่น ห้า รับผิดชอบต่อสังคม และ หก เข้าใจระบอบประชาธิปไตยและมีส่วนร่วม ซึ่งจะได้กล่าวเป็นลำดับไปดังนี้
          

๑. มีอิสรภาพและพึ่งตนเองได้ – ระบอบประชาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในประเทศ  ประชาชนในประเทศจึงมีฐานะเป็นเจ้าของประเทศ  เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ  ประชาชนจึงเป็นเจ้าของชีวิตและมีสิทธิเสรีภาพในประเทศของตนเอง ทำนองเดียวกับเจ้าของบ้านมีสิทธิเสรีภาพในบ้านของตน ระบอบประชาธิปไตยจึงทำให้เกิดหลักสิทธิเสรีภาพและทำให้ประชาชนมีอิสรภาพ คือ เป็นเจ้าของชีวิตตนเอง “พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นไท คือ เป็น อิสระชน ที่พึ่งตนเองและสามารถรับผิดชอบตนเองได้และไม่ยอมตนอยู่ภายใต้อิทธิพลอำนาจหรือภายใต้ “ระบบอุปถัมภ์” ของผู้ใด  เด็กจะเป็น “ผู้ใหญ่” และเป็น “พลเมือง” หรือสมาชิกคนหนึ่งของสังคมได้อย่างแท้จริง  เมื่อสามารถรับผิดชอบตนเองได้
          

๒. เห็นคนเท่าเทียมกัน – ประชาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองที่อำนาจสูงสุดในประเทศเป็นของประชาชน ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าประชาชนจะแตกต่างหรือสูงต่ำกันอย่างไร ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน ไม่ว่าจะจบดอกเตอร์หรือจบ ป. ๔ ไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายหรือเป็นลูกน้อง ทุกคนล้วนแต่เท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศ “พลเมือง” จึงต้องเคารพหลักความเสมอภาคและจะต้องเห็นคนเท่าเทียมกัน คือ เห็นคนเป็น แนวระนาบ (horizontal) เห็นตนเท่าเทียมกับคนอื่นและเห็นคนอื่นเท่าเทียมกับตน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีของความเป็นเจ้าของประเทศอย่างเสมอกัน  ถึงแม้จะมีการพึ่งพาอาศัยแต่จะเป็นไปอย่างเท่าเทียม  ซึ่งจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสังคมแบบอำนาจนิยมในระบอบเผด็จการหรือสังคมระบบอุปถัมภ์  ซึ่งโครงสร้างสังคมจะเป็นแนวดิ่ง (vertical) ที่ประชาชนไม่เสมอภาค  ไม่เท่าเทียม  ไม่ใช่อิสระชน และมองเห็นคนเป็นแนวดิ่ง  มีคนที่อยู่สูงกว่าและมีคนที่อยู่ต่ำกว่า  โดยจะยอมคนที่อยู่สูงกว่าแต่จะ เหยียดคนที่อยู่ต่ำกว่า  ซึ่งมิใช่ลักษณะของ “พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตย
          

๓. ยอมรับความแตกต่าง – ประชาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ประชาชนจึงมีเสรีภาพ ระบอบประชาธิปไตยจึงให้เสรีภาพและยอมรับความหลากหลายของประชาชน  ประชาชนจึงแตกต่างกันได้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกอาชีพ วิถีชีวิต ความเชื่อทางศาสนาหรือความคิดเห็นทางการเมือง  ดังนั้น เพื่อมิให้ความแตกต่าง นำมาซึ่งความแตกแยกในสังคม “พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องยอมรับและเคารพความแตกต่างของกันและกัน เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้  ถึงแม้จะแตกต่างกันและจะต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่เห็นแตกต่างไปจากตนเอง ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยแต่จะต้องยอมรับว่าคนอื่นมีสิทธิที่จะแตกต่างหรือมีความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากเราได้และต้องยอมรับโดยไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจ ว่าทำไมเขาถึงเชื่อหรือเห็นแตกต่างไปจากเรา “พลเมือง” จึงคุยเรื่องการเมืองกันในบ้านได้ถึงแม้จะเลือกพรรคการเมืองคนละพรรคหรือมีความคิดเห็นทางการเมืองคนละข้างกัน
          

๔. เคารพสิทธิผู้อื่น – ในระบอบประชาธิปไตย ทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ทุกคนจึงมีสิทธิ แต่ถ้าทุกคนใช้สิทธิโดยคำนึงถึงแต่ประโยชน์ของตนเองหรือเอาแต่ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงถึงสิทธิผู้อื่นหรือไม่สนใจว่าจะเกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ใดย่อมจะทำให้เกิดการใช้สิทธิที่กระทบกระทั่งกันจนกระทั่งไม่อาจที่จะอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกต่อไปได้  ประชาธิปไตยก็จะกลายเป็นอนาธิปไตย เพราะทุกคนเอาแต่สิทธิของตนเองเป็นใหญ่ สุดท้ายประเทศชาติย่อมจะไปไม่รอด  สิทธิในระบอบประชาธิปไตยจึงจำเป็นต้องมีขอบเขต คือ มีสิทธิและใช้สิทธิได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น “พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องเคารพสิทธิผู้อื่นและจะต้องไม่ใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปละเมิด สิทธิของผู้อื่น
          

๕. รับผิดชอบต่อสังคม – ประชาธิปไตยมิใช่ระบอบการปกครองตามอำเภอใจหรือใครอยากจะทำอะไรก็ทำโดยไม่คำนึงถึงส่วนรวม ดังนั้น นอกจากจะต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นและรับผิดชอบต่อผู้อื่นแล้ว “พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยยังจะต้องใช้สิทธิเสรีภาพของตนโดยรับผิดชอบต่อสังคมด้วย โดยเหตุที่สังคมหรือประเทศชาติมิได้ดีขึ้นหรือแย่ลงโดยตัวเอง  หากสังคมจะดีขึ้นได้ก็ด้วยการกระทำของคนในสังคมและที่สังคมแย่ลงไปก็เป็นเพราะการกระทำของคนในสังคม “พลเมือง” นั้นก็คือผู้ที่มีสำนึกของความเป็นเจ้าของประเทศและเป็นเจ้าของสังคม “พลเมือง” จึงไม่ใช่คนที่ใช้สิทธิเสรีภาพตามอำเภอใจแล้วทำให้สังคมเสื่อมลงไป หากเป็นผู้ที่ใช้สิทธิเสรีภาพโดยรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม  โดยมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและช่วยกันทำให้สังคมดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา

 

 

๖. เข้าใจระบอบประชาธิปไตยและมีส่วนร่วม – ประชาธิปไตย คือ การปกครองโดยประชาชนโดยใช้กติกาหรือกฎหมายที่มาจากประชาชนหรือผู้แทนประชาชน ระบอบประชาธิปไตยจะประสบความสำเร็จได้ต่อเมื่อมี “พลเมือง” ที่เข้าใจหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามสมควร  ทั้งในเรื่องหลักประชาธิปไตยหรือการปกครองโดยประชาชนและหลักนิติรัฐหรือการปกครองโดยกฎหมาย  เข้าใจเรื่องการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมืองทั้งติดตามความเป็นไปและมีส่วนร่วมในเรื่องการบ้านการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไปเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมในเรื่องอื่นๆ ตามสมควร  ถ้ามีความขัดแย้งก็เคารพกติกาและใช้วิถีทางประชาธิปไตยในการแก้ปัญหา  โดยไม่ใช้กำลังหรือความรุนแรง
         

ประชาธิปไตยไม่ใช่กฎธรรมชาติ ความเสมอภาคกันยิ่งไม่ใช่กฎธรรมชาติ กฎธรรมชาติคือ ปลาใหญ่กินปลาน้อย  ผู้แข็งแรงกว่าย่อมเป็นผู้ชนะ ผู้อ่อนแอย่อมพ่ายแพ้และการใช้กำลังตัดสินปัญหาต่างหากที่เป็นกฎธรรมชาติ ประชาธิปไตย – ซึ่งเป็นเรื่องของอารยะชนที่ต้องการจะไปให้พ้นการตัดสินปัญหากันด้วยกำลัง – จึงเป็นสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ  ดังนั้น การเห็นคนเท่าเทียมกัน การยอมรับในความแตกต่าง  การเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นและการรับผิดชอบต่อสังคมอันเป็นลักษณะของ “พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยดังที่ได้กล่าวมา จึงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นมาได้เอง หากจะต้องมีการฝึกฝนและในเรื่องความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยดังที่ได้กล่าวในตอนต้นก็มิใช่เรื่องที่คนจะรู้ได้เอง หากต้องเรียนรู้กันตั้งแต่ในโรงเรียน
         

ประเทศทั้งหลายที่ประสบความสำเร็จในการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งได้แก่ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปและประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ จึงมีสิ่งที่เรียกว่า “การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง” หรือ Civic Education เพื่อสอนและฝึกฝนคนของเขาให้เป็นพลเมือง โดยเริ่มสอนกันตั้งตั้งแต่ในชั้นอนุบาลและชั้นประถมต่อเนื่องไปจนจบชั้นมัธยม
         

ในประเทศเหล่านี้  สิ่งแรกที่เด็กจะต้องเรียนในโรงเรียนอนุบาล  เมื่อมีความขัดแย้งหรือมีการทะเลาะกันเกิดขึ้น ก็คือ ห้ามตีกัน เมื่อมีการทะเลาะกัน ครูจะจับแยกกันทันทีและจะให้เรียนรู้กติกาพื้นฐานประการแรกของการอยู่ร่วมกันในสังคมตามระบอบประชาธิปไตย คือ ขัดแย้งกันได้แต่ห้ามใช้ความรุนแรง
         

เมื่อขึ้นชั้นประถม  เด็กจะเรียนรู้เรื่องของความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่กำกับการใช้สิทธิเสรีภาพ  โดยจะถูกฝึกฝนให้รับผิดชอบตนเอง  รับผิดชอบต่อผู้อื่นและรับผิดชอบต่อสังคม  ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพแต่ต้องไม่ใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปละเมิดสิทธิเสรีภาพคนอื่นและทำสิ่งใดจะต้องคำนึงถึงอยู่เสมอว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม  สังคมจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็อยู่ที่การกระทำของคนในสังคม  เด็กในประเทศที่มี “การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง” จึงมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นตามวัยที่โตขึ้น พร้อมๆ กับมีความรับผิดชอบมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากเรื่องความรับผิดชอบแล้ว  นักเรียนประถมยังจะต้องเรียนรู้เรื่อง  การประนีประนอม (compromise) และการทำงานร่วมกับคนอื่น (cooperation) ไม่ใช่เรียนรู้แต่การแข่งขัน (competition) เท่านั้น  เพราะประชาธิปไตย  คือ  การอยู่ร่วมกันในสังคมจึงต้องสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะแก้ไขความขัดแย้ง เรียนรู้ที่จะตกลงกันและเรียนรู้ที่จะทำงานและอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น
         

เครื่องมือหรือวิธีการที่โรงเรียนในอเมริกาและในยุโรปใช้ในการสร้างจิตสำนึกของความเป็นพลเมืองให้กับเด็กนักเรียนคือ  การให้นักเรียนได้ออกไปสัมผัสกับปัญหาต่างๆ ของชุมชนที่อยู่รอบๆ โรงเรียนและให้ตั้งคำถามว่าได้พบเห็นปัญหาอะไรบ้าง  จากนั้นจะใช้กระบวนการกลุ่มในการทำให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อวิเคราะห์ปัญหา  หาสาเหตุและเสนอโครงงานของกลุ่มในการลงมือแก้ปัญหา  โดยครูจะดูแล แนะนำและให้คำปรึกษาในการทำโครงงานให้เหมาะสมกับระดับอายุและชั้นเรียน  วิธีการนี้จะทำให้เด็กนักเรียนได้เริ่มมองออกไปจากตนเองไปสู่คนอื่น  ได้สัมผัสความเป็นจริงที่อยู่รอบๆ ตัว  เห็นตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและเชื่อมโยงตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม  โดยกระบวนการกลุ่มจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่าง  เคารพสิทธิและรู้จักที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น  สำหรับการลงมือปฏิบัติจะทำให้เกิดจิตสำนึกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและพัฒนาไปสู่การเป็น “พลเมือง” ที่ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม  กระบวนการนี้ในอเมริกาและหลายๆ ประเทศในยุโรปเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นประถมตอนปลายและเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการสร้างประชาชนของเขาให้เป็น “พลเมือง”
         

เมื่อเริ่มต้นเป็นพลเมืองแล้วก็จะเริ่มเรียนเรื่องการเมืองการปกครองอย่างจริงจังในชั้นมัธยม  โดยมัธยมต้นจะเรียนเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและประวัติศาสตร์การเมืองมัธยมปลายจะเรียนเรื่อง รัฐธรรมนูญและการปกครองโดยกฎหมาย  นักเรียนมัธยมปลายต้องเข้าใจเรื่องหลักการของประชาธิปไตย การปกครองโดยกฎหมายคืออะไร  ทำไมต้องมีการแบ่งแยกอำนาจเป็นนิติบัญญัติ  บริหารและตุลาการ  การตรวจสอบถ่วงดุลกันในระบอบประชาธิปไตยคืออะไร  ประชาชนอยู่ตรงไหน  รวมทั้งเข้าใจระบบการเมืองและการเลือกตั้งของประเทศของตนเองตามสมควร
         

เมื่อจบโรงเรียนมัธยมปลาย อายุ ๑๘ ปี มีสิทธิเลือกตั้ง  ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเหล่านี้จึงได้รับการฝึกฝนให้เป็น “พลเมือง” แล้ว “พลเมือง” ที่เห็นคนเท่าเทียม  ยอมรับความแตกต่าง  เคารพสิทธิผู้อื่น รับผิดชอบต่อสังคมและพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว  เมื่อไปเลือกตั้งก็จะไปใช้สิทธิอย่างที่เป็น “พลเมือง” คือไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจหรืออิทธิพลใด  ถ้าไปรับราชการก็จะรู้ว่า  เจ้าหน้าที่รัฐก็เป็น “พลเมือง” ที่เสมอกันกับประชาชนคนอื่นๆ  และเป็นผู้ทำหน้าที่ให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน มิใช่เจ้านายประชาชน  ถ้าไปเป็นทหารหรือตำรวจก็จะเข้าใจว่าตนเองเป็น “พลเมืองในเครื่องแบบ” (citizen in uniform) ทหารก็จะไม่ปฏิวัติ  ไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ  ตำรวจก็จะไม่ซ้อมผู้ต้องหา  ถ้าไปเป็นนักการเมืองก็เข้าใจว่า  ประชาธิปไตยและการปกครองโดยกฎหมายคืออะไร  บทบาทของผู้แทนปวงชนคืออะไร  และจะมีศักดิ์ศรี  มีอิสรภาพ  มีความเสมอภาคจึงไม่ยอมขายตัวหรือยอมให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่มีตำแหน่งใหญ่กว่ามาครอบงำ
         

นอกจากจะมีการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองในโรงเรียนแล้ว  ในประเทศเหล่านี้ยังมีการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองที่เป็นการศึกษานอกโรงเรียนหรือการศึกษานอกระบบการศึกษา  เพื่อให้มีการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองสำหรับผู้ใหญ่ (Adult Civic Education) ด้วย  โดยส่งเสริมให้องค์กรเอกชน ชุมชน องค์กรปกครองท้องถิ่น รวมทั้งพรรคการเมืองมีบทบาทอย่างเต็มที่ในเรื่องนี้  ทั้งยังมีการให้การศึกษาทางการเมือง (Political Education) แก่ประชาชน  โดยมีหลักสูตรวิชาเรื่องการเมืองการปกครอง  รัฐธรรมนูญ  สิทธิเสรีภาพ  เป็นต้น เพื่อให้ “พลเมือง” ที่สนใจสามารถเลือกเรียนได้อีกด้วย
         

การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองสำหรับผู้ใหญ่นี้ จะมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการจัดการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง  เพราะถ้ามีเฉพาะแต่การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองให้กับเด็กรุ่นใหม่ในโรงเรียน ผู้ใหญ่หรือนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ผ่านโรงเรียนมาแล้วก็จะไม่มีโอกาสได้ศึกษาเพื่อเปลี่ยนตนเองให้เป็นพลเมืองได้เลย  ทุกประเทศที่เริ่มมีการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองจึงมีการดำเนินการไปพร้อมกัน  ทั้งกับเด็กในโรงเรียนซึ่งเป็นการมุ่งไปที่การสร้างคนรุ่นใหม่ให้เติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองและกับผู้ใหญ่ที่ผ่านโรงเรียนมาแล้วด้วย
         

นี่คือหลักการและตัวอย่างของการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยประสบความสำเร็จในยุโรปและอเมริกา  ถึงแม้ว่าบางทีระบบจะมีปัญหาและบ่อยครั้งที่คนก็มีปัญหาแต่คนส่วนใหญ่ที่เป็นพลเมืองก็จะช่วยแก้ไขปัญหากันไปได้ตามวิถีทางประชาธิปไตยและตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน
 

ถ้าประชาชนเป็น “พลเมือง” จะเกิด “สังคมพลเมือง” (Civil Society) และประชาธิปไตยจะเป็นการปกครองโดยประชาชนอย่างแท้จริง
         

ถ้าประชาชนเป็น “พลเมือง” ประชาธิปไตยถึงแม้จะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทน (Representative Democracy)  คือ  ประชาชนมิได้ใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรง  แต่ใช้โดยผ่านการเลือกผู้แทน  แต่ก็ยังคงเป็นการปกครองโดยประชาชนมิใช่การปกครองโดยผู้แทนหรือปกครองโดยนักการเมืองหรือพรรคการเมือง เพราะประชาชนที่เป็น “พลเมือง” จะเป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้การครอบงำหรือการกะเกณฑ์ของนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจคนใด  ประชาธิปไตยของประเทศที่มีพลเมืองจึงยังเป็นประชาธิปไตยที่เป็นการปกครองโดยประชาชนมิใช่ปกครองโดยนักการเมือง
         

ตัวอย่างเช่น  ประเทศอังกฤษในตอนที่สงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งสิ้นสุดลง  ตอนนั้น วินสตัน เชอร์ชิล เป็นนายกรัฐมนตรีที่คนอังกฤษนิยมชมชอบมากเพราะทำให้อังกฤษชนะเยอรมัน  แต่ทั้งๆ ที่เชอร์ชิลมีอำนาจมากและคนนิยมมากแต่คนอังกฤษก็ไม่เลือกเชอร์ชิลให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเพราะรู้ว่าเชอร์ชิลไม่เหมาะกับการบริหารประเทศในยุคหลังสงครามหรือในสหรัฐอเมริกา  ถ้าประธานาธิบดีมาจากพรรครีพับลิกันและพรรครีพับลิกันมีเสียงข้างมากในสภาคองเกรส (สภาผู้แทนราษฎร) แต่ปรากฏว่าประธานาธิบดีบริหารประเทศไม่ดีถึงเวลาเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งสหรัฐอเมริกาเลือกทุกๆ สองปี  ประชาชนจะเลือก ส.ส. พรรคเดโมแครต ให้เข้าไปถ่วงดุลกับพรรครีพับลิกัน ในทางกลับกันสมมติว่าประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันบริหารประเทศดีแต่พรรครีพับลิกันมีเสียงข้างน้อยในสภาคองเกรส  ประชาชนก็จะเลือก ส.ส. ของพรรครีพับลิกันเข้าสภาคองเกรสไปให้มากขึ้นเพื่อสนับสนุนการทำงานของประธานาธิบดี  นี่คือตัวอย่างของการปกครอง โดยประชาชนที่ประชาชนใช้พรรคการเมืองและนักการเมือง มิใช่ถูกนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใช้  นี่คือ การเมืองของพลเมืองที่จะมีได้ก็แต่ในระบอบประชาธิปไตยที่มี “พลเมือง” เท่านั้น เมื่อประชาชนในสังคมใดเป็น “พลเมือง” สังคมนั้นก็จะเป็น Civil Society หรือสังคมที่ประกอบด้วย “พลเมือง” ที่เอาใจใส่ในความเป็นไปและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของชุมชน  ปัญหาของสังคมและปัญหาของบ้านเมือง Civil Society นี้  เรามักจะแปลกันว่า “ประชาสังคม” แท้ที่จริงแล้ว Civil Society ก็คือ “สังคมพลเมือง” หรือสังคมที่ประกอบด้วย “พลเมือง” นั่นเอง
         

เมื่อเกิด “สังคมพลเมือง” ขึ้นมาแล้ว  สังคมก็จะเข้มแข็งในการถ่วงดุลกับอำนาจทั้งอำนาจทางการเมืองและอำนาจทางเศรษฐกิจ  การเมืองภาคประชาชนจะเข้มแข็ง  การปกครองท้องถิ่นจะเข้มแข็ง  ชุมชนจะเข้มแข็ง ผู้บริโภคจะเข้มแข็ง  ประชาชนจะมีบทบาทในการแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม  ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อม  ปัญหาศีลธรรม  ปัญหาจราจรหรือปัญหาอื่นๆ ทั้งหลายก็จะคลี่คลายแก้ไขไปได้แทบทั้งหมดเพราะสังคมจะไม่รอคอยหรือเรียกร้องให้รัฐบาลหรือให้ ส.ส. มาแก้ไขให้แต่อย่างเดียวอีกต่อไป  แต่จะช่วยกันแก้ไขทั้งสังคม ใครอยู่ชุมชนใด  ใครอยู่ภาคส่วนไหนก็จะช่วยกันแก้ไขในส่วนของตนเอง


ความล้มเหลวของประชาธิปไตยหากไร้พลเมือง
         

ในทางกลับกัน  ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มิได้ทำให้ประชาชนเป็นพลเมืองหรือไม่มี “การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง” ประชาธิปไตยก็จะล้มเหลวและเต็มไปด้วยอุปสรรคปัญหา  โดยมีรูปแบบหรือลักษณะของปัญหาอย่างน้อยสามประการดังต่อไปนี้
         

ประการที่หนึ่ง  เกิดชนชั้นปกครองใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง  โดยประชาชนมิใช่ผู้ปกครองที่แท้จริงหากเป็นแต่เพียงความชอบธรรมให้กับผู้ที่มาจากการเลือกตั้งและประชาชนหาได้มีอิสรภาพหรือจิตสำนึกของความเป็นพลเมืองไม่  หากเป็นแต่ผู้อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของชนชั้นปกครองใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
         

ประการที่สอง เกิดการแตกแยกกันในสังคม  เพราะประชาชนไม่ยอมรับความแตกต่างและไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของกันและกัน  ความเห็นที่ต่างกันจึงนำไปสู่ความแตกแยก ขัดแย้งและแบ่งเป็นฝักฝ่าย พรรคการเมืองและการเลือกตั้งจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมหรือชุมชนหรือครอบครัวแตกแยกกัน  ประชาธิปไตยจะกลายเป็นเรื่องของพวกและการแบ่งข้าง  ไม่ฟังซึ่งกันและกันและถ้าขัดแย้งกันมากแล้วมิได้ตัดสินกันด้วยความจริง กติกาและกระบวนการยุติธรรม  ในที่สุดก็จะนำไปสู่ความรุนแรงและเหตุการณ์นองเลือดหรือถึงขนาดเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมาได้
         

ประการที่สาม หรือถ้าไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงนองเลือด ประชาธิปไตยที่ไร้พลเมืองก็จะเป็นประชาธิปไตยที่ใช้สิทธิเสรีภาพกันตามอำเภอใจ  ทุกคนอ้างแต่สิทธิเสรีภาพของตนเองแต่ไม่มีใครพูดถึงความรับผิดชอบต่อสังคม  ใครอยากทำอะไรก็ทำไป  ไม่เห็นว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สังคมดีขึ้นหรือเลวลง  ในที่สุด สิทธิเสรีภาพก็จะนำไปสู่ความเสื่อมทรามของสังคม
         

ประเทศไทยในขณะนี้ ดูเหมือนจะมีปัญหาหมดทั้งสามประการที่กล่าวมา  เพราะประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแต่ไม่มี “การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง”  แต่อย่างใด  ประชาธิปไตยของประเทศไทยจึงล้มเหลวเช่นเดียวกับที่ล้มเหลวในประเทศส่วนใหญ่ในทวีปแอฟริกา  ในอเมริกาใต้และในเอเชียที่ไม่มีการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง
         

ที่จริงแล้วหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕ นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร (อ่านว่า คณะ – ราด – สะ – ดอน) ฝ่ายพลเรือนได้พยายามจะดำเนินการเรื่องการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง โดยการก่อตั้ง “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” ขึ้นมาในปี ๒๔๗๗ เพื่อที่จะ “ประศาสน์ความรู้ในวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองให้แก่พลเมืองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” (คำกล่าวในวันเปิดมหาวิทยาลัยของนายปรีดี)  แต่ในครั้งนั้นก็ยังมิได้มีการดำเนินการในระดับโรงเรียนและเมื่อเกิดรัฐประหารในปี ๒๔๙๐ บ้านเมืองเข้าสู่ยุคเผด็จการ  การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองของประเทศไทยจึงต้องยุติลงไป
         

สำหรับ “วิชาหน้าที่พลเมือง” ที่เคยมีในโรงเรียนในประเทศไทยนั้น ไม่เหมือนกับ “การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง” ที่ได้กล่าวมา  เพราะ “การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง” จะทำให้เกิดพลเมืองที่มีความรับผิดชอบด้วย จิตสำนึก  โดยเริ่มต้นจากความรับผิดชอบต่อผู้อื่นและต่อชุมชนของตนเองจากนั้นจึงนำไปสู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและต่อประเทศชาติ  ในขณะที่ “วิชาหน้าที่พลเมือง” จะปลูกฝังให้ประชาชนต้องทำเพราะเป็น หน้าที่ซึ่งไม่เหมือนกันทั้งยังมุ่งไปในเรื่องหน้าที่ต่อ “ชาติ” โดยไม่ได้เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวคือเรื่องของชุมชนของตนเอง  แต่อย่างไรก็ตามการมี “วิชาหน้าที่พลเมือง” อย่างน้อยยังทำให้คนไทยที่ผ่านการศึกษาในโรงเรียนในอดีตถูกปลูกฝังให้มีความผิดชอบต่อส่วนรวมและประเทศชาติในระดับหนึ่ง  การที่ “วิชาหน้าที่พลเมือง” ถูกยกเลิกไปจึงทำให้เกิดปัญหามากขึ้นเพราะทุกคนจะพูดถึงแต่สิทธิเสรีภาพของตนเอง  แต่ไม่พูดถึงความรับผิดชอบอีกต่อไป
         

ทุกวันนี้โรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศไทยสอนแต่การแข่งขัน  แข่งขันกันเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยจนเด็กต้องไป “เรียนพิเศษ” กันตั้งแต่ชั้นอนุบาล  ครูจำนวนไม่น้อยก็มิได้สอนนักเรียนในห้องเรียนอย่างเต็มที่เพราะจะเก็บไว้ไปสอนตอนเรียนพิเศษ  ความจริงแล้วการแข่งขันมิใช่เรื่องเลวร้ายหากเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการกระตุ้นให้เด็กพัฒนาศักยภาพของตนเอง  แต่การสอนให้แข่งขันกันแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่สอนเรื่องความรับผิดชอบและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นจะนำมาซึ่งความเห็นแก่ตัว  เมื่อจบจากโรงเรียนมาเข้ามหาวิทยาลัยก็จะพบกับระบบการศึกษาแบบแยกส่วน  เรียนทีละวิชา  เรียนครบก็จบได้  ไม่ได้เชื่อมโยงกับความเป็นไปนอกห้องเรียนแล้วก็มักจะสอนแต่ “ความรู้” ในตำรา ไม่ค่อยได้สอน “ความจริง” และความเป็นไปของสังคม ระบบการศึกษาของประเทศไทยตั้งแต่โรงเรียนจนมหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถสร้าง “พลเมือง” ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างที่ควรจะเป็น
         

เมื่อไม่มี “พลเมือง” ประชาธิปไตยของประเทศไทยจึงล้มเหลวมาโดยตลอด  ประชาชนส่วนใหญ่มิได้เป็น “พลเมือง” ที่มีอิสรภาพ  หากอยู่ภายใต้ “ระบบอุปถัมภ์” ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง  ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับนักการเมืองเป็นแนวดิ่งมิใช่แนวระนาบ  ส.ส. จะให้การอุปถัมภ์และประโยชน์แก่ประชาชน  ประชาชนก็เลือก ส.ส. คนนั้นเป็น ส.ส. เพื่อให้ความอุปถัมภ์แก่ตนเองต่อไป “พรรคการเมือง” จึงมักจะมิใช่เครื่องมือของประชาชนในการสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองดังที่ควรจะเป็น  หากเป็นที่รวมกันของ “ผู้อุปถัมภ์” ที่มาจากการเลือกตั้ง  การจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์และตามมาด้วยเรื่องการถอนทุนและคอรัปชั่น  สุดท้ายก็จบด้วยการรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญ  ถึงแม้จะมีความพยายามแก้ปัญหาด้วยการไป “เผยแพร่ประชาธิปไตย” หรือ “สร้างจิตสำนึกประชาธิปไตย” ให้กับประชาชนในต่างจังหวัดแต่ก็ล้มเหลวมาโดยตลอด  เพราะผู้ที่ไปเผยแพร่ก็ไม่รู้ว่าอะไรคือประชาธิปไตยและไม่เข้าใจว่า “จิตสำนึกประชาธิปไตย” คืออะไร
         

จิตสำนึกประชาธิปไตยก็คือความเป็น “พลเมือง” นั่นเอง และความเป็น “พลเมือง” นี่เองคือรากฐานของประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่เคยทำ


การเปลี่ยนประชาชนให้เป็นพลเมือง : บทเรียนจากประเทศเยอรมัน
         

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ด้วยความพ่ายแพ้ของประเทศเยอรมัน  ประเทศสัมพันธมิตร ๔ ประเทศที่ชนะสงคราม  คือ  สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศสและรัสเซีย ได้แยกประเทศเยอรมันออกเป็น ๔ ส่วน  และแบ่งกันครอบครอง จนกระทั่ง ๔ ปีให้หลัง ประเทศฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตย ๓ ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส จึงได้อนุญาตให้ประชาชนชาวเยอรมันในเขตยึดครองของตนมีสิทธิในการปกครองตนเองอีกครั้ง ประเทศเยอรมัน ๓ ใน ๔ ส่วนจากที่เคยมีจึงฟื้นขึ้นมาใหม่  โดยถูกเรียกว่า “เยอรมันตะวันตก” หรือ West Germany ในเวลาต่อมา
         

ในขณะที่กำลังจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันนั้น  ผู้นำและนักวิชาการที่รอดชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่สองได้ตั้งคำถามว่า  เกิดอะไรขึ้นกับประชาธิปไตยของเยอรมัน  เพราะ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นั้นมาจากการเลือกตั้ง ทำไมประชาธิปไตยของประเทศเยอรมันจึงก่อให้เกิดเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างฮิตเลอร์ขึ้นมาได้ ? ฮิตเลอร์ซึ่งก่อสงครามโลกครั้งที่สองที่คร่าชีวิตคนยุโรปไปกว่า ๕๐ ล้านคนและฆ่าคนยิวมากกว่า ๖ ล้านคนด้วยวิธีการอันโหดร้ายทารุณ  ทั้งยังฆ่าคนเยอรมันที่ต่อต้านหรือสงสัยว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามไปมากกว่าสองแสนคนและในที่สุดทำให้ประเทศเยอรมันต้องพินาศย่อยยับจนแทบสิ้นชาติเกิดขึ้นมาจากระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร ?
         

พวกเขาได้ข้อสรุปว่า  ความหายนะของระบอบประชาธิปไตยของเยอรมันนั้นมาจาก ๒ สาเหตุคือ ประการที่หนึ่ง ระบอบประชาธิปไตยของเยอรมันในตอนนั้นมีปัญหาเรื่องการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร โดยเหตุที่ประเทศเยอรมันใช้ระบบรัฐสภา ซึ่งมีจุดอ่อนคือ การที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง  แต่มาจากเสียงข้างมากของสภา ทำให้นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารสามารถครอบงำสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติได้  โดยมีเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการครอบงำสภาคือ พรรคการเมือง ที่นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรค จากจุดอ่อนตรงนี้ ฮิตเลอร์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคนาซีที่ชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภาไรช์ทาก (Reichstag – สภาผู้แทนราษฎรของประเทศเยอรมันในขณะนั้น) จึงสามารถครอบงำสภาไรช์ทากและให้สภาไรช์ทากที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติออกฎหมายให้อำนาจแก่ตนเองจนสามารถสถาปนาระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จขึ้นมาในที่สุด  ประการที่สอง ประเทศเยอรมันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบไกเซอร์ (Kaiser แปลว่าจักรพรรดิ) มาเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยที่ไม่ได้สร้าง “พลเมือง” ฮิตเลอร์ที่มาจากการเลือกตั้งจึงกลายเป็นผู้ปกครองที่มาแทนที่ ไกเซอร์ โดยสังคมเยอรมันยังเป็นสังคมแนวดิ่งแบบอำนาจนิยมเหมือนในสมัยไกเซอร์ คนเยอรมันในตอนนั้นจึงยอมรับในอำนาจของฮิตเลอร์และเชื่อฟังฮิตเลอร์  จนกระทั่งยอมให้ฮิตเลอร์นำพาตนเองและประเทศชาติไปสู่หายนะในที่สุด
         

ผู้นำและนักวิชาการของเยอรมันตะวันตกจึงได้ใช้บทเรียนในสมัยฮิตเลอร์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา โดยตัดสินใจที่จะใช้ระบบรัฐสภาต่อไป  แต่ได้แก้ไขจุดอ่อนของระบบรัฐสภาที่เคยมีในสมัยฮิตเลอร์โดยการทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นอิสระจากรัฐบาลเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลได้ ไม่ถูกรัฐบาลใช้พรรคการเมืองมาครอบงำอีกต่อไป  ซึ่งประเทศเยอรมันตะวันตกทำได้สำเร็จ  
         

รัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ และทำให้ประเทศเยอรมันไม่เกิดเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งอีกเลย  พร้อมกับมีระบบรัฐสภาที่มีทั้งเสถียรภาพและประสิทธิภาพมาจนกระทั่งทุกวันนี้  รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีชื่อว่า Grundgesetz ซึ่งแปลว่า กฎหมายพื้นฐาน  เพราะเดิมผู้ร่างรัฐธรรมนูญของเยอรมันตะวันตกตั้งใจจะใช้เป็นการชั่วคราวจนกว่าประเทศเยอรมันจะรวมกันได้อีกครั้งเท่านั้น  แต่เมื่อถึงเวลาที่ประเทศเยอรมันกลับมารวมกันอีกครั้งจริงๆ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ โดยประเทศเยอรมันตะวันออกหรือ East Germany ซึ่งเป็นเขตยึดครองของรัสเซียได้เข้ามารวมกับประเทศเยอรมันตะวันตก  ประเทศเยอรมันตัดสินใจใช้กฎหมายพื้นฐานฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้
         

พร้อมๆ กับการจัดทำรัฐธรรมนูญที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจ  ประเทศเยอรมันตะวันตกได้ดำเนินการให้มี “การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง” เพื่อเปลี่ยนเป็นประชาชนเยอรมันให้เป็น “พลเมือง” โดยปฏิรูประบบการศึกษาให้เป็น “การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง” เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลเมืองโดยเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นอนุบาล  พร้อมกับจัดให้มีการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองให้กับผู้ใหญ่  ทั้งยังได้มีการปฏิรูปสื่อมวลชนทั้งโทรทัศน์ วิทยุและหนังสือพิมพ์ให้สามารถเสนอข่าวสารได้โดยเป็นอิสระจากรัฐบาลและส่งเสริมให้พรรคการเมืองรวมถึงองค์กรภาคประชาชนต่างๆ ทำหน้าที่ให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องการเมืองด้วย  ประเทศเยอรมันทำได้สำเร็จโดยใช้เวลาเพียงประมาณ ๑๕ ปีเท่านั้น – คือตั้งแต่เด็กเริ่มเรียนอนุบาลจนจบมัธยมปลาย – และทำให้ประเทศเยอรมันมีประชาธิปไตยที่มั่นคงมาจนทุกวันนี้
         

นี่คือบทเรียนจากประเทศเยอรมันที่เคยล้มเหลวในการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย  ถึงขนาดเกิดเผด็จการที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติสมัยใหม่อย่างฮิตเลอร์ขึ้นมา  จนต้องประสบกับความหายนะถึงขนาดเกือบสิ้นประเทศไปแล้ว  แต่กลับสามารถแก้ไขและพัฒนาประชาธิปไตยของเขาให้มั่นคงขึ้นมาได้  ประเทศไทยใช้ระบบรัฐสภาเหมือนกับประเทศเยอรมันและมีปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยไม่ได้สร้างพลเมืองเช่นเดียวกับประเทศเยอรมัน  อีกทั้งยังมีลักษณะสังคมเป็นแบบอำนาจนิยมดังเช่นสังคมเยอรมันในสมัยฮิตเลอร์  ประสบการณ์ของประเทศเยอรมันที่แก้ปัญหาได้สำเร็จจึงน่าจะเป็นตัวอย่างและบทเรียนให้กับประเทศไทยในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี


พลเมือง : ทางรอดประชาธิปไตยไทย
         

พลเมืองคือรากฐานของประชาธิปไตย  จิตสำนึกประชาธิปไตยก็คือจิตสำนึกของความเป็นพลเมือง รัฐธรรมนูญที่มีการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุล (checks & balances) ที่ดีเป็นเรื่องของระบบที่จำเป็นจะต้องมีการแก้ไข (ซึ่งผู้เขียนจะได้เขียนต่างหากออกไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) แต่เรื่องของคนเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการไปพร้อมๆ กันอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยมีรากฐานที่มั่นคง  ไม่เดินหน้าไปสู่การเผชิญหน้าความรุนแรงและจบลงด้วยรัฐประหารและการนองเลือดกันอีก  การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง หรือ Civic Education เพื่อเปลี่ยนประชาชนให้เป็นพลเมืองจึงเป็นทางรอดของประชาธิปไตยของประเทศไทยซึ่งเราสามารถเรียนรู้เทคนิควิธีการได้จากประเทศต่างๆ ในอเมริกาและยุโรปที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้มาแล้ว
         

ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาหลายเหตุการณ์  ทั้งยังมีการเมืองภาคพลเมืองที่มีความเข้มแข็งพอสมควร  ประเทศไทยจึงมิได้เริ่มจากศูนย์ในการเปลี่ยนประชาชนให้เป็นพลเมือง  ถ้าหากสามารถเชื่อมประสานกลุ่มองค์กรภาคประชาชนรวมถึงภาครัฐที่พยายาม “เผยแพร่ประชาธิปไตย” หรือทำงานภาคประชาชนให้มาร่วมกันภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกัน คือ การเปลี่ยนประชาชนให้เป็นพลเมืองด้วยวิธีการอันหลากหลายที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ สร้างพลเมือง โอกาสของประเทศไทยที่จะมีประชาธิปไตยที่เข้มแข้งมั่นคง ไม่ล้มเหลวหรือไร้ความหวังจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในอนาคต
         

การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองหรือการเปลี่ยนประชาชนให้เป็นพลเมืองเป็นเรื่องที่จะต้องใช้เวลา  โดยปกติคือคนหนึ่งรุ่น ประเทศเยอรมันใช้เวลาประมาณ ๑๕ ปี สำหรับประเทศไทยด้วยต้นทุนการเรียกร้องประชาธิปไตย การตื่นตัวของประชาชนและเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ที่เรามีในตอนนี้  ถ้าเราเริ่มต้น   ณ บัดนี้ เราอาจจะใช้เวลาเพียงแค่สิบปีหรืออาจจะสั้นกว่านั้นก็ได้
         

หากมีการดำเนินการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองอย่างจริงจังนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป  ในเวลาไม่ช้าประเทศไทยจะมีพลเมืองมากพอจนถึงจุดที่จะเปลี่ยนแปลงได้  ประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยที่เป็นการปกครองโดยประชาชนอย่างแท้จริง  สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมพลเมือง (Civil Society) เมื่อถึงจุดนั้นสังคมจะเข้มแข็ง ปัญหาการเมือง ปัญหาสังคม ปัญหาศีลธรรม ปัญหาเยาวชน ปัญหาสิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งปัญหาเศรษฐกิจก็จะแก้ไขได้ทั้งสิ้น
         

ไม่มีระบอบการปกครองอื่นใดนอกจากระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ  ไม่มีระบอบอื่นใดนอกจากระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพและมีความเสมอภาคกัน  ที่ผ่านมาประชาธิปไตยของประเทศไทยล้มเหลวเพราะไม่เคยสร้างสร้างประชาธิปไตยที่คน  การสร้าง “พลเมือง” หรือเปลี่ยนประชาชนให้เป็น “พลเมือง” จึงเป็นหนทางในการพัฒนาประชาธิปไตยที่รากฐานที่เราต้องเริ่มดำเนินการนับแต่บัดนี้เป็นต้นไปเพื่อให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่มั่นคงและเป็นประชาธิปไตยที่เป็นการปกครองโดยประชาชน ของประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

 

 

 

ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

15 − 1 =