Economy

เศรษฐกิจเป็นอย่างไร ในยุค ‘เอไอ’ ครองเมือง

เศรษฐกิจเป็นอย่างไร ในยุค ‘เอไอ’ ครองเมือง

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) เป็นหนึ่งใน Mega Trends ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ เนื่องจาก AI เป็นความรู้ความฉลาดที่สร้างขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต รวบรวมและจัดใส่ข้อมูลซอฟแวร์หลากหลายระบบ

เช่น โปรแกรม Machine Learning โปรแกรมประมวลผลภาษามนุษย์ (Natural Language Processing) เป็นต้น

โปรแกรมต่าง ๆ เหล่านี้ จะช่วยพัฒนาให้ AI สามารถคิดและทำงานในด้านต่าง ๆ ได้คล้ายหรือมีประสิทธิภาพสูงกว่ามนุษย์ ทั้งในการตัดสินใจ การแก้ปัญหาและการเรียนรู้ โดยในปัจจุบัน AI ส่วนใหญ่ในโลก มีระดับสติปัญญาที่มีความสามารถในการทำงานได้ในเรื่องแคบ ๆ อยู่ในวงจำกัดเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น

 

 

ยังคงไม่มีความสามารถและมีสติปัญญาคิดไปทำอย่างอื่นในขอบเขตที่กว้างไกลใกล้เคียงมนุษย์ เช่น ในปี 2537 บริษัท IBM สร้างคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่สามารถเอาชนะแชมป์หมากรุกได้ ในยุคปัจจุบัน บริษัท Google ได้สร้าง AlphaGo สำหรับเล่นหมากล้อมจนชนะมนุษย์เป็นแชมป์โลก เป็นต้น

ในปัจจุบัน ภาคธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศมีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ทันท่วงที ตัวอย่างเช่นการนำ AI มาใช้ในการถาม-ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับบริการต่าง ๆ ของบริษัทผ่าน Social Media หรือที่เรียกว่า “AI Chatbot” ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่นี้แทนมนุษย์ อันเป็นการช่วยลดต้นทุนด้านแรงงานของบริษัทได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งในขณะนี้ หลายบริษัทจากหลากหลายวงการได้นำไปใช้ ตัวอย่างเช่น ช่องสนนทนาของ CNN ใน Facebook เว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ของบริษัท Alibaba การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ของแบรนด์ดังระดับโลก อย่าง Domino's Pizza เป็นต้น

สำหรับในประเทศไทย พบว่า หลายธนาคารพาณิชย์เริ่มมีการพัฒนา AI Chatbot ขึ้นมาใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างเช่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สร้าง AI Chatbot ที่ชื่อว่า BELLA Facebook Chatbot และธนาคารทหารไทย สร้าง ME BOT ในช่องสนทนาใน Facebook มาช่วยประมวลผลข้อมูลและตอบคำถามลูกค้าของธนาคาร

นอกจากนี้ AI ได้ถูกนำมาในการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) จากข้อมูลของ CB Insights และ SingularityHub พบว่า ในปัจจุบัน FinTech Startups ที่ใช้ AI เป็นตัวช่วยในการดำเนินธุรกิจกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อในปี พ.ศ.2559 ที่ผ่านมามีการระดมทุนธุรกิจ Startups ที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 5 พันล้านดอลลาร์(ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท)

โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้ AI ในธุรกิจการกู้ยืมเงินและการทำ Credit Scoring ตัวอย่างเช่น บริษัท Affirm ทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งจะใช้ AI ในการคำนวณ Credit Scoring เพื่อเสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย

อีกทั้ง AI ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในวงการธุรกิจประกันภัย การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแนะนำการลงทุน ไปจนถึงการทำบัญชี และการเรียกเก็บหนี้ และในปัจจุบัน พบว่า AI ถูกนำไปใช้ในการดูแล ควบคุม รักษาเครื่องจักรภายในโรงงานอุตสาหกรรม (Smart Maintenance) เพื่อคาดการณ์ช่วงเวลาที่ควรซ่อมแซมและช่วยวางแผนงบประมาณค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังมีหลายบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง Amazon ได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยในปี 2559 ได้เปิดตัว Amazon Go ร้านค้าสะดวกซื้ออัจฉริยะที่ให้คนเดินเข้าร้านและเลือกซื้อสินค้าผ่านแอปฯ ได้โดยไม่ต้องพกเงินสด เนื่องจาก AI จะประมวลผลมูลค่าของสินค้าและหักเงินออกจากบัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคารของลูกค้า นับเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกโฉมอนาคตของภาคค้าปลีกของโลกครั้งใหญ่

จากประโยชน์ของ AI ในทุกวงการธุรกิจดังกล่าว นำมาซึ่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ จากการศึกษางานวิจัยของบริษัท Accenture Research (บริษัทที่ปรึกษาด้านไอทีของ Apple และ Microsoft) โดยร่วมมือกับ Frontier Economics ที่ศึกษาผลกระทบของ AI ที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว พบว่า AI จะช่วยให้ World GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 1.7 เท่า ในปี 2578

นำโดยประเทศสิงค์โปร์ ซึ่ง AI จะทำให้อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของสิงคโปร์เพิ่มขึ้นจาก 3.2% ไปเป็น 5.4% และทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มถึง 2.15 แสนล้านดอลลาร์ และเป็นประเทศที่มีการเติบโตเศรษฐกิจนำหน้าประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร สวีเดน เยอรมนี และญี่ปุ่น ซึ่งทุกประเทศ กำลังผลักดันนวัตกรรมใหม่ เข้าสู่ภาคการผลิต โดยเฉพาะ AI ซึ่งสอดคล้องกับผลกระทบของ AI ต่อผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) ที่พบว่า AI จะช่วยเพิ่ม Labor Productivity ของโลกได้ประมาณ 30-40% ภายในปี 2578 และหากพิจารณาเป็นรายประเทศ พบว่า AI สามารถเพิ่มผลผลิตแรงงานของสิงคโปร์ได้ถึง 41% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุด รองลงมา คือประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม จากรายงานของ World Economic Forum ประจำปี 2560 ประมาณการว่า ตำแหน่งงานกว่า 5.1 ล้านตำแหน่งใน 15 ประเทศชั้นนำของโลก ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ครอบคลุมตลาดแรงงานโลก 65% จะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์ AI และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในปี 2563 ซึ่งสอดคล้องรายงานขององค์การแรงงานนานาชาติ (ILO) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ประเมินว่า อัตราการว่างงานของชาวโลกจะเพิ่มขึ้นอีกราว 11 ล้านคนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

และแรงงานทักษะต่ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำนวน 1.4 ร้อยล้านคน (สัดส่วนสูงถึง 56% ของแรงงานทั้งหมดในภูมิภาค) มีโอกาสสูงที่จะสูญเสียงานให้กับ AI ในอีก 20 ปีข้างหน้าโดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้าและรองเท้ามีความเสี่ยงที่จะตกงานมากที่สุด ในขณะที่แรงงานในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจเอาต์ซอร์ซ และค้าปลีก จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ จากรายงานของ McKinsey Global Institute ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยชั้นนำทางธุรกิจของโลก พบว่า มีถึง 10 สาขาอาชีพที่มีความเสี่ยงที่จะถูก AI แย่งงานในอนาคตอันใกล้ ได้แก่ 1) นักพัฒนาเว็บไซต์ 2) นักการตลาดออนไลน์ 3) ผู้ดูแลออฟฟิศ 4) นักบัญชี 5) HR องค์กร 6) นักข่าว 7) บรรณาธิการ 8) นักกฎหมาย 9) แพทย์ และ 10) จิตแพทย์

ผลกระทบของกองทัพ AI ต่อเศรษฐกิจภาพรวม ผลิตภาพแรงงาน และการจ้างงานดังกล่าว เป็นเพียงการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น จะเห็นได้ว่า มีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ในอนาคต ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับประเทศ องค์กร และปัจเจกบุคคล ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับยุค AI ครองเมือง

ฉะนั้น ประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ไล่เรียงตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนคนทั่วไป ควรมีความตื่นตัวและสนใจในเรื่องการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีการที่จะอยู่ร่วมกับ AI เพื่อสร้างประโยชน์ต่าง ๆ ต่อไป มากกว่าการแข่งขัน เพราะนี่คือโอกาสของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญของมวลมนุษยชาติ เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างสมบูรณ์

โดย ศรพล ตุลยะเสถียร, สัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

14 − three =