Finance

กูรูฟันธงหุ้นไทยแกว่ง ดัชนีไกลสุด 1500 จุด

กูรูฟันธงหุ้นไทยแกว่ง ดัชนีไกลสุด 1500 จุด

 

หุ้นไทยไตรมาสแรกวิ่ง 10% กูรูย้ำชัดไม่ใช่ของจริง แค่โยกเงินพักในสินทรัพย์กำไรดีกว่า หลังเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย เชื่อหุ้นไทยปีนี้มาไกลสุด 1500 จุด

 

 

ความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) หลังต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์แรกของปี 2559 เริ่มต้นไม่สวยนัก

แต่หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณค่อนข้างชัดว่าจะเลื่อนการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยรอบสองออกไปเป็นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองดอลลาร์สหรัฐเริ่มปรับตัวลดลง และไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์อื่นที่มีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ (ทองคำ, น้ำมัน), พันธบัตร และหุ้นในตลาดเกิดใหม่

สะท้อนผ่านกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้า “ตลาดหุ้นไทย” จำนวนมาก นับตั้งแต่ปลายเดือนม.ค.จนถึงปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในดัชนี SET50 โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงาน และธนาคาร รวมถึงฟิวเจอร์ ล่าสุดมีการซื้อขายไปแล้วกว่า 140,000 สัญญา 

เหตุผลดังกล่าวกระตุ้นให้ดัชนีในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 “ปรับตัวขึ้นกว่า 10%” 

ในเรื่องนี้ “กวี ชูกิจเกษม” รองกรรมการผู้จัดการสายงานวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย วิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยให้เราฟังว่า แม้ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-มี.ค.) จะมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติเฉลี่ย 7,500 ล้านบาท 

ทว่าเงินร้อนเหล่านี้ ไม่ได้เคลื่อนย้ายเข้าตลาดหุ้นทั้งหมด แต่ถูกกระจายออกไป “เก็งกำไร” ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องอื่นด้วย 

“ปี 2558 ต่างชาติขายหุ้นไทยออกไปแล้วหลักแสนล้านบาท” 

โดยสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติมากที่สุด คือ “ตราสารหนี้รัฐบาลอายุ 10 ปี” โดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ต่างชาติซื้อตราสารหนี้รัฐบาลไปแล้วเฉลี่ย 1.4 แสนล้านบาท ส่งผลให้ผลตอบแทนปรับตัวลดลง จากระดับ 2.5% เหลือเพียง 1.9% 

ถือว่า “ต่ำมาก” เมื่อเทียบกับผลตอบแทนตราสารหนี้รัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐอเมริกา เพราะในความเป็นจริงผลตอบแทนตราสารหนี้ของไทยต้องสูงกว่าสหรัฐ สะท้อนผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่สูงกว่าสหรัฐค่อนข้างมาก โดยดอกเบี้ยของไทยอยู่ที่ 1.5% ขณะที่สหรัฐอยู่เพียง 0.5%

เงินต่างชาติไหลเข้าตราสารหนี้รัฐบาลครั้งนี้ บ่งบอกว่า เศรษฐกิจเมืองไทย และเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว เพราะถ้าพื้นฐานดีจริงเงินต้องไหลเข้า “ตลาดหุ้น” ซึ่งการเคลื่อนย้ายเงินทุน เพื่อเก็งกำไรครั้งนี้ “เพี้ยนมาก” เขาวิเคราะห์

เท่าที่สำรวจต่างชาติน่าจะได้กำไรจากการลงทุนครั้งนี้แล้วเฉลี่ย 20% 

นอกจากเงินต่างชาติจะย้ายเข้าตราสารหนี้แล้ว นักลงทุนยังใช้กลยุทธ์ดันหุ้นไทย ด้วยการไม่ซื้อหุ้นรายตัว แต่ลงทุนผ่าน SET50 Index Futures ล่าสุดซื้อไปแล้วกว่า 140,000 สัญญา หากคิดจากต้นทุนเฉลี่ยกว่า 700 จุด เท่ากับว่า 

โกยกำไรกลับบ้านไปแล้วกว่า 200%” เพราะปัจจุบัน SET50 Index Futures ซื้อขายเฉลี่ย 900 จุด วิธีการนี้ “ฉลาดมาก” 

“การลงทุนในตราสารหนี้และฟิวเจอร์ ถือเป็นการพักเงินของต่างชาติ ก่อนจะย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นต่อไป ส่วนใหญ่จะพักเงินแค่เดือนสองเดือน”

๐ กองทุนเก็งกำไรตลอดปี

 “กูรูตลาดหุ้นวัย 46 ปี” ยังเชื่อว่า สภาพคล่องในโลกที่มีอยู่สูงมาก แม้ธนาคารกลางสหรัฐ จะหยุดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) แต่ยังไม่ได้ถอนออก ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น และทางการจีน ได้เข้ามาเพิ่มเงินในระบบโลก ด้วยการอัดเงินคิวอี 

ฉะนั้นเงินทุนที่มีอยู่จำนวนมากจึงต้องวนหาสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นๆ ช่วงไหนตลาดหุ้นไม่ดีก็ย้ายไปตลาดทองคำ หรือราคาน้ำมัน ส่วนใหญ่เป็นเงินร้อนของ “กองทุนเก็งกำไร” 

เมื่อรูปแบบการลงทุนเป็นเช่นนั้น เขาประเมินว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยทั้งปี 2559 จะมีลักษณะ “เงินต่างชาติไหลเข้าสลับไหลออกทั้งปี” โดยจะไม่มีการไหลของเงินทุนอย่างชัดเจน เพราะที่ผ่านมาเงินทุนออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียไปมากแล้ว รับข่าวสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย ตั้งแต่ปี 2558 

“ถ้าโชคดีปีนี้จะเห็น SET Index 1,500 จุด”

๐ จับตาเศรษฐกิจจีน

เขา ยังวิเคราะห์ว่า ประเทศจีนที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐฯ กำลังจะเป็นประเทศที่น่ากลัวที่สุด หากพิจารณาจากแนวทางการปฏิรูปประเทศ การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว และตัวเลขภาคการผลิตที่ลดลง แม้ตัวเลขภาคการบริการจะปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก เพราะไม่ได้มีสัดส่วนที่ใหญ่ และยังมาเจอปัญหาเรื่องอสังหาริมทรัพย์ที่ส่อเค้าฟองสบู่ 

ที่สำคัญจีนยังมีปัญหาเรื่อง “ค่าเงินหยวน” ที่ไปผูกกับค่าเงินดอลลาร์ ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะช่วงที่สกุลเงินดอลลาร์อ่อนในปี 2551 หลังสหรัฐประสบปัญหาวิกฤติซับไพร์ม ทำให้ต้องอัดเงินเข้าระบบ ปรากฏว่า ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่ามาตลอด ส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าตาม ตอนนั้นจีนยังแฮปปี้ 

แต่ปัจจุบันค่าเงินดอลลาร์กำลังจะกลับมาแข็งค่า ฉะนั้นเงินหยวนต้องแข็งค่าตามไปด้วย ทำให้จีนตัดสินใจลดค่าเงินหยวน เพราะหากเงินหยวนแข็งค่าจีนคงไม่รอด หลังเศรษฐกิจจีนพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ล่าสุดตัวเลขส่งออกติดลบแล้ว 20%

ปัจจุบันทางการจีนกำลังป้องกันการถูกโจมตีค่าเงิน ด้วยการนำเงินสำรองระหว่างประเทศสกุลดอลลาร์ไปสู้ หากจีนทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เงินสำรองระหว่างประเทศจะลดลงเรื่อยๆ 

เชื่อหรือไม่ ? เมื่อ 2 ปีก่อน จีนมีเงินสำรองระหว่างประเทศ 4 ล้านล้านดอลลาร์ ตอนนี้เหลือ 3 ล้านล้านดอลลาร์ (1 ล้านล้านเหรียญ นำไปลงทุนนอกบ้าน เป็นสภาพคล่องที่นำมาใช้ไม่ได้) 

เท่ากับว่า เงินหายไป 25% 

ที่สำคัญการลดลงของเงินสำรองระหว่างประเทศเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าเมื่อ 2 ปีก่อน และมีแนวโน้มที่เงินจะหายไปอีก ที่ผ่านมาเงินลดลงเฉลี่ยเดือนละแสนล้านดอลลาร์

อนาคตเศรษฐกิจจีนอาจมีหน้าตาคล้ายไทย เพราะช่วงก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 หลังค่าเงินดอลลาร์แข็ง ไทยสู้ด้วยการลดค่าเงินบาท เมื่อลดไปเรื่อยๆ ก็จะถูกโจมตีค่าเงินบาทในที่สุด

ทุกคนต้องจับตาดูการ “เปิดเสรีเงินทุนของจีน” ที่จะเกิดขึ้นปลายปี 2559 หลังได้รับเลือกให้เป็นค่าเงินกลางในตระกร้าเงินไอเอ็มเอฟ ฉะนั้นอาจเห็นเงินทุนต่างชาติเข้ามาถล่มจีน ซึ่งการที่จีนจะใช้เงินสำรองระหว่างประเทศสู้กับเงินทั่วโลกนั้นไม่ง่าย

๐ ภาพรวมสหรัฐดีขึ้น

“รองกรรมการผู้จัดการสายงานวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย ยังประเมินว่า เงินลงทุนที่เคลื่อนย้ายไปตามผลตอบแทนที่ดีกว่า ไม่ได้บ่งบอกว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะเข้าขั้น “วิกฤติ” แม้ภาพรวมในปีนี้จะยังดูไม่ดีนัก ก็ตาม 

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ“สหรัฐ” โดยรวมดูดีที่สุดในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว หลังทางการอัดเงินเข้าระบบตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบันไปแล้ว 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนผ่านตัวเลขภาคการผลิต ,ภาคการบริโภค ,ดัชนีหุ้น , ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และเงินเฟ้อ เป็นต้น ที่เริ่มดีขึ้น

ล่าสุดตัวเลขภาคการผลิตและบริการอยู่ระดับกว่า 50 จุด ,จีดีพี 2% และตัวเลขเงินเฟ้อ 1.7% ซึ่งเงินเฟ้อที่ดีขึ้น บ่งบอกว่า “อาจมีการปรับดอกเบี้ยตามมา”

ปัจจุบันสหรัฐ พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศมากถึง 70% โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่มีสัดส่วนมากถึง 80% เช่น ค้าปลีก ,โรงพยาบาล ,โรงแรม ,ประกัน ,ธนาคาร ,ร้านอาหาร เป็นต้น ฉะนั้นหากธุรกิจบริการขยายตัวมากขึ้น สถานการณ์สหรัฐย่อมดีขึ้นตามไปด้วย

๐ ยุโรป “ฟื้นยาก” 

ปัจจุบันเศรษฐกิจ “ยุโรป” ยังไม่มีท่าทีฟื้นตัว และคงฟื้นยากมาก สะท้อนผ่านการอัดเงินเข้าระบบไปแล้วเฉลี่ย 3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อไม่ดีขึ้น ยกเว้นตัวเลขภาคการผลิตและบริการที่อยู่เกิน 50 จุด สำหรับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ยังมีฐานะไม่ดี คือ กรีซ ,โปรตุเกส,ไอร์แลนด์,สเปน และอิตาลี 

ตลอดปี 2559 ยุโรปตั้งเป้าจะใส่เงินเข้าระบบอีกประมาณ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือน แต่เชื่อว่า คงไม่สามารถช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ เนื่องจากเงินส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปสู่ภาคการผลิตหรือประชาชน แต่ไปอยู่ในธนาคาร ซึ่งสถาบันการเงินมักนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆในต่างประเทศ ฉะนั้นเศรษฐกิจยุโรปคงออกแนว “ซอมบี้” แต่ไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

“นอกจากยุโรปจะมีปัญหาเรื่องโครงสร้างของประเทศแล้ว ยังประสบปัญหาโครงการประชากร เพราะคนทำงานน้อยลง แถมยังไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศอีก”

๐ เศรษฐกิจญี่ปุ่น “ซอมบี้” 

“กวี”  ยังบอกว่า แม้ญี่ปุ่นจะอัดเงินเข้าระบบไปแล้วเฉลี่ย 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ปี 2551 แต่เศรษฐกิจยังคงตกอยู่ในอาการเดียวกับยุโรป เนื่องจากประชากร 1 ใน 4 ของประเทศ เป็นคนสูงวัย อายุ 65 ปีขึ้นไป ดังนั้นญี่ปุ่นจะขาดแคลนแรงงาน แม้ทางการจะให้ผู้หญิงออกมาทำงานได้แล้ว ก็ตาม 

“แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่มีหนี้มากที่สุดในของโลกเฉลี่ย 200% ของจีดีพี แต่การคนสูงวัยส่วนใหญ่มีสตางค์ ฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แม้จีดีพีจะไม่เติบโตเลย”

๐ จีดีพีไทยโต 3.5% 

เขา ยังบอกว่า เศรษฐกิจไทย ถูกแบ่งออกเป็น 3 ภาค คือ 1.ภาคเอกชน 2.ภาครัฐบาล และ 3.ภาคประชาชน 

ในส่วนของเอกชน ถือเป็นภาคที่แข็งแรง สะท้อนผ่านตัวเลขอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ที่ต่ำกว่า 1 เท่า 

ส่วน ภาครัฐบาล เรื่องหนี้สินไม่ต้องเป็นห่วง ต้องขอบคุณการเมืองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่ทำให้ไทยไม่มีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่เลย นานๆจะมีการลงทุนรถไฟฟ้าสักสายที่ใช้เงินไม่กี่หมื่นล้านบาท ปัจจุบันหนี้ภาครัฐอยู่ระดับ 40% ของจีดีพี 

สำหรับ ภาคประชาชน แม้ทุกคนจะเป็นห่วง หลังตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนอยู่สูง 81-82% ต่อจีดีพี แต่ด้วยความที่เอกชนไม่มีหนี้ และยังจ้างงานปกติ ทำให้ไม่ค่อยน่าห่วงมากนัก ที่สำคัญหนี้ภาคครัวเรือน ไม่ก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะเป็นหนี้ที่กระจัดกระจาย

เปรียบเหมือนสิวที่ขึ้นเต็มหน้า แต่ไม่ใช่มะเร็ง แต่ถ้าเป็นหนี้ภาครัฐและเอกชน คือ มะเร็งและรักษายาก ฉะนั้นเมื่อเศรษฐกิจทั้งสามภาคไม่ได้มีเรื่องห่วง โอกาสจะเห็นตัวเลขจีดีพีขยายตัวเฉลี่ย 3-3.5% ไม่ใช่เรื่องยาก ในมุมมองของ “กวี” และยังประเมินว่า

“หุ้นกลุ่มธุรกิจการบริการ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มสื่อสาร" จะเป็นสามกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากโครงการภาครัฐ

—————–

“ครึ่งหลัง” หุ้นไทยมีลุ้น

“ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ หรือ SCBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ว่า แม้จะยังไม่เห็นแนวโน้มชัดเจน แต่นักลงทุนยังคงสนใจการลงทุนในตลาดหุ้น หลังสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าสินทรัพย์อื่นๆ เพียงแต่ขณะนี้ยังขาดความมั่นใจในการลงทุนเท่านั้น

“นักลงทุนยังไม่มั่นใจภาวะเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ปัญหาการเมืองยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม รวมถึงทิศทางเงินต่างชาติ เพราะหากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว ต่างชาติอาจย้ายเงินมาลงทุนในเอเชียมากขึ้น”

ส่วนตัวแนะนำลงทุนใน “กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” จากการพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ด้วยการอนุมัติการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ,รถไฟฟ้าสายสีเหลือง และมอเตอร์เวย์ เป็นต้น รวมถึง “กลุ่มการบริโภคภายในประเทศ”

“หากเศรษฐกิจชัดเจน ตลาดหุ้นครึ่งปีหลังจะมีทิศทางดีขึ้น และนักลงทุนอาจมีความมั่นใจและกล้าลงทุนมากขึ้น”

“มนตรี ศรไพศาล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET มองตลาดหุ้นในช่วง 2 เดือนข้างหน้าว่า ยังคงมีความหวัง แม้ครึ่งปีแรกตลาดหุ้นจะตกอยู่ในอาการผันผวน แต่เชื่อว่า “ครึ่งปีหลัง” จะปรับตัวดีขึ้น สอดคล้องกับการลงทุนของภาครัฐ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว

“ดัชนีปี 2559 อาจยืน 1,430 จุด”

สำหรับกลุ่มที่น่าลงทุน คือ “กลุ่มธนาคาร” เพราะค่า P/E ยังไม่แพง และ “กลุ่มวัสดุก่อสร้างและรับเหมา” ฉะนั้นแนะนำให้ “ทยอยเก็บ” ในช่วงที่ตลาดผันผวน เพราะโอกาสจะเห็นต่างชาติย้ายเงินกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมีสูงเหมือนกัน หลังถอนออกไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

four × five =