กระบี่ 7 ดาว ฟินเทคจีน ดับยุทธจักรการเงินพญาอินทรี

กระบี่ 7 ดาว ฟินเทคจีน ดับยุทธจักรการเงินพญาอินทรี

หากจะพูดถึงเทคโนโลยีทางการเงิน หรือ ฟินเทคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือกระทั่งภูมิภาคอื่นๆ ในเวลานี้ คงต้องยกให้ประเทศจีน 

ในขณะที่ค่ายบัตรเครดิตยักษ์ใหญ่ สหรัฐฯ เช่น American Express, MasterCard และ Visa พยายามเหลือเกินที่จะเจาะตลาดการเงิน ไปจนถึงร้านค้าในจีน แต่เหมือนหมดปัญญาแล้ว เพราะผู้บริโภคชาวจีน ที่มาจากยุคกำเหรียญ นับธนบัตร ข้ามผ่านบัตรเครดิต ไปใช้โทรศัพท์มือถือของตนกันแล้ว หลายคน ใช้แอปฯ มือถือในการซื้อสินค้าและบริการ โดยไม่เคยรู้จักเงินพลาสติกเลยด้วย นี่คือความจริงที่ส่งผลให้ประเทศจีนได้ก้าวกระโดดจากระบบเงินสดเป็นระบบเงินมือถือโดยไม่ผ่านระบบฯ ของสหรัฐอเมริกา ที่ครองโลกมานานก่อนนี้

 


รายงานสำรวจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเงินจีน โดย เว่ย หวัง นักวิจัยอาวุโสจาก ธอร์นตัน ไชน่า เซนเตอร์, สถาบันบรูคกิงส์ กับ เดวิด ดอลลาร์ นักวิชาการอาวุโส ด้านนโยบายต่างประเทศ เศรษฐกิจโลก จอห์น แอล ธอร์นตัน ไชน่า เซนเตอร์ ระบุว่า เวลานี้ ในบรรดา "ยูนิคอร์น" ทางด้านฟินเทคโลก จำนวน 27 แห่งที่มีการประเมินมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ นั้น มีถึง 9 ราย ที่เป็นจีน (รวมถึงฮ่องกง 1 ราย) และ 12 รายเป็นอเมริกัน และการชำระเงินผ่านมือถือเป็นเพียง 1 ใน 7 ตลาดสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมฟินเทค ที่เฟื่องฟูของจีน "เทคโนโลยีทางการเงิน" หรือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภายในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินของจีนยังมี ด้านอื่นๆ อีกมาก ได้แก่ สินเชื่อกู้ยืมออนไลน์, สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค, กองทุนรวมตลาดเงินออนไลน์, การประกันภัยออนไลน์, การบริหารการเงินส่วนบุคคล, และการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ 

เพื่อให้เห็นภาพรวมของตลาดฟินเทคจีน ซึ่งครอบคลุมระบบช่องทางการตลาดแนวดิ่ง 7 แห่ง (Vertical Marketing System) ว่าไปก็เปรียบเสมือนกระบี่เจ็ดดาว จุดลมปราณสำคัญทั้งเจ็ดของฟินเทค โดยตลาดสำคัญเหล่านั้นรายงานสำรวจ THE RISE OF FINTECH IN CHINA ของ DBS และ EY ซึ่งจัดทำเมื่อปี 2016 ได้เคยระบุว่าคือ

1. การชำระเงินและ e-wallets ที่อำนวยความสะดวกในการค้าขายอีคอมเมิร์ซ และชาวสังคมออนไลน์ ซึ่ง Alipay (ของ Ant Financial) และ Tenpay (บริษัท Tencent) ได้ครองตลาดอยู่ โดยมีรายที่โดดเด่นอื่นๆ ได้แก่ UnionPay, UnionPay, ICBC e-wallet, JD Pay/Wallet (จาก JD.com) และ 99bill (จาก Dalian Wanda Group)

2. ห่วงโซ่อุปทานและสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค – ผู้ค้าขายอีคอมเมิร์ซ มักจะเป็นผู้ที่ไม่ค่อยมีตัวตนในระบบการให้สินเชื่อของบรรดาธนาคารดั้งเดิม ซึ่งเป็นระบบการเงินหลัก ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยไม่เคยได้รับการดูแล หรือได้รับการสนับสนุนด้านการเงินที่ดี ดังนั้น แพลตฟอร์มการเงินใหม่นี้ เปิดโอกาสให้กับกลุ่มผู้ใช้บริการเหล่านี้อย่างมหาศาล ได้แก่ Ant Financial และ MyBank (Alibaba), WeBank with WeChat (Tencent), JD Finance (JD.com) และ Gome Electronic Appliance ซึ่งสนใจในการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้ารายบุคคลและซัพพลายเออร์รายย่อย

3. แพลตฟอร์มการให้กู้ยืมแบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันระหว่างลูกค้า peer-to-peer (P2P) – แพลตฟอร์ม P2P สร้างตลาดสินเชื่อรายบุคคลและผู้ประกอบการรายย่อย SMEs ซึ่งด้อยโอกาส ในภาคสินเชื่อแบบดั้งเดิม โดยผู้นำตลาดนี้ คือ Lufax (ผิงอันประกันภัย), Yirendai (CreditEase), Rendai, Zhai Cai Bao (อาลีบาบา) และ Dianrong (ผู้ร่วมก่อตั้ง Lending Club)

4. กองทุนออนไลน์ – กองทุนที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มการชำระเงิน ที่ให้ความสะดวกในการเข้าถึงและมีศักยภาพแข่งขันกันมากขึ้น โดยมีผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำในอดีต กองทุนสำคัญๆ นี้มี กองทุน “หยูเอ๋อ เป่า” (Yu'e Bao) ของ แอนท์ไฟแนนเชียล, Li Cai Tong (Tencent) และ Baifa (Baidu)

5. ประกันภัยออนไลน์ E-insurance ที่ขายผ่านอี – คอมเมิร์ซและแพลตฟอร์มการจัดการความมั่งคั่งทางออนไลน์ (WM) ที่เด่นๆ คือแพลตฟอร์มของบริษัท ประกันภัย People’s Insurance Company of China (PICC), ผิงอัน, และ Zhong An (ร่วมหุ้นกับ ผิงอัน)

6. การบริหารการเงินส่วนบุคคล ได้แก่ การพัฒนาโซลูชั่นทางการเงินที่มุ่งเน้นการให้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ แพลตฟอร์มเหล่านี้มีกิจกรรมออนไลน์ออฟไลน์กับโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นออนไลน์คิดเป็นกว่า 92% ของลูกค้ารายใหม่ โดยผู้ครองตลาดนี้มี Ant Financial (Alibaba), Li Cai Tong (Tencent), Baifa (Baidu), Wacai, Tongbanjie, Zhiwanglicai (CreditEase) และ JD Finance (JD.com)

7. นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ – ที่บริการการลงทุน, เครือข่ายทางสังคมและพอร์ทัลข้อมูลสำหรับนักลงทุนในประเทศจีน ซึ่งให้ข้อมูลการลงทุนแบบเฉพาะทางผ่านเว็บไซต์และแอปบนมือถือ โดยบริษัทฟินเทค เช่น Snowball Finance, Xianrenzhang และ Yiqiniu

ที่กล่าวมาเหล่านี้ คือระบบนิเวศน์ทางเทคโนโลยีใหม่ที่ฟินเทคทำแทนธนาคารได้หมดแล้ว นับเป็นเบื้องหลังความมหัศจรรย์ของฟินเทคในจีน ที่มีประชากร "กลุ่มคนที่รู้และเข้าใจเทคโนโลยี" หรือ Tech Savvy Group เกิดมาถูกเวลา 

ขณะที่รายได้ต่อหัวฯ ในจีนยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 4,044 ดอลลาร์ต่อปี ในปี 2017 แต่กระบวนการสร้างเมืองอย่างรวดเร็วของประเทศ ได้กระตุ้นการเติบโตของชนชั้นกลางที่มีขนาดใหญ่ โดยในปี 2016 ครัวเรือนที่มีรายได้ระหว่าง 11,500 ถึง 43,000 ดอลลาร์ต่อปี มีประมาณ 225 ล้านครัวเรือนแล้ว แค่จำนวนนี้ ก็เกือบเท่าประชากรทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีราว 323 ล้านคน 

เมื่อเดือนธันวาคมปี 2017 จีนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 772 ล้านคนหรือมากกว่าประชากรทั้งหมดในยุโรป ตัวเลขดังกล่าว ยังคิดเป็นเพียง 55.6 เปอร์เซ็นต์ของประชากรจีนเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของจีน หรือ 772 ล้านคนเข้าถึงเว็บฯ ผ่านโทรศัพท์มือถือที่เป็นปัจจัยสำคัญของฟินเทคแล้ว

 

ธุรกรรมการชำระเงินผ่านมือถือของจีน เติบโตขึ้นในอัตราสามหลักต่อปีในช่วงห้าปีที่ผ่านมา (ที่มา: ธนาคารประชาชนจีน / เว่ย หวัง, เดวิด ดอลลาร์ )
ธุรกรรมการชำระเงินผ่านมือถือของจีน เติบโตขึ้นในอัตราสามหลักต่อปีในช่วงห้าปีที่ผ่านมา
(ที่มา: ธนาคารประชาชนจีน / เว่ย หวัง, เดวิด ดอลลาร์ )


ฟินเทคจีน ครองเจ้าระบบการเงินโลก?

ไม่ว่าจะดูจากมิติไหนๆ ประเทศจีนได้กลายเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมฟินเทคแล้ว แม้ว่าขนาดของตลาดยังอยู่ในประเทศจีนที่ปิดสนิท แต่ผู้นำในอุตสาหกรรมหลายแห่งก็ได้เล็งขยายออกสู่ต่างประเทศ อาทิเช่น ผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่างประเทศที่ขยายตัวของจีนเอง อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายดายมากสำหรับฟินเทคจีน 

องค์การท่องเที่ยวของโลกระบุว่า ปี 2017 คนจีน 135 ล้านคน ได้ใช้จ่ายเงินทั้งสิ้น 2.61 แสนล้านดอลลาร์ ในต่างประเทศ ซึ่งมากกว่าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดการท่องเที่ยวขาออกอันดับสองของโลก 

ในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน เช่น ฮ่องกง, ไทย, ญี่ปุ่น และเกาหลี ฟินเทค WeChat Pay และ Alipay กำลังขยายการเข้าถึงอย่างรวดเร็ว โดยการสร้างความร่วมมือคู่ค้าท้องถิ่น กับสถานที่ที่นักท่องเที่ยวแวะเวียน รวมถึงร้านค้าปลอดภาษีที่สนามบิน จุดชมวิว ช็อปปิ้งมอลล์ และร้านอาหาร

ฟินเทคจีน คงไม่หยุดเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนเท่านั้น ความสำเร็จนี้ยังอาจจะเป็นโมเดลที่ใช้กับตลาดอื่นๆ ที่ปฏิสัมพันธ์กับจีน ไม่ว่าจะในมิติไหนๆ ได้ด้วย 

ตั้งแต่ปี 2015 บริษัท การเงินของอาลีบาบาและผู้ดำเนินการของ Alipay คือ Ant Financial ได้ลงทุนในกระเป๋าเงินดิจิทัลที่อยู่บนโทรศัพท์มือถือ และลงทุนร่วมบริษัทฟินเทคอื่นๆ ทั่วภูมิภาค อาทิ อินเดีย, ฟิลิปปินส์, ไทย, สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่าในอีกสี่ปีข้างหน้า การเติบโตของผู้ใช้บริการฟินเทค จะเป็นสัดส่วนจากตลาดต่างประเทศครึ่งหนึ่ง

แน่นอน บริษัทฟินเทคจีนคงจะยังเจาะเข้าตลาดการเงินประเทศที่พัฒนาแล้วยาก เช่น Ant Financial พยายามใช้ MoneyGram เจาะตลาดสหรัฐฯ แต่ถูกปฏิเสธในตอนต้นปีที่ผ่านมานี้เอง 

แต่ในปี 2018 นี้ บริษัทฟินเทคจีน ก็คงยังพยายามเข้าสู่ตลาดประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ดี และคงจะยากเหมือนเดิม ทั้งในด้านที่เกี่ยวกับภูมิรัฐการเมืองในปัจจุบัน และความวิตกเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มประเทศต่างๆ 

อย่างไรก็ตาม ตลาดภายในประเทศของจีน กับตลาดในประเทศกำลังพัฒนา ยังคงมีช่องว่างมากมายเหลือเกิน สำหรับบริษัทฟินเทคจีนเหล่านี้ ที่จะขยายตัวในช่วงหลายปีข้างหน้า


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

4 + 16 =