Health

“ก็ฉันเลี้ยงมาแบบนี้” น้ำส้ม-กล้วยบด ยาพิษเด็กจากความดื้อของผู้ใหญ่!

“ก็ฉันเลี้ยงมาแบบนี้” น้ำส้ม-กล้วยบด ยาพิษเด็กจากความดื้อของผู้ใหญ่!

'เคยเลี้ยงมาแบบนี้..ไม่เห็นจะเป็นอะไรไป' สังคมออนไลน์โพสต์เตือนอุทาหรณ์ความเชื่อโบราณ เกือบทำหลานตาย! หลังยายแอบป้อนน้ำส้มหลานวัยเดือนเศษจนป่วยหนัก ท้องอืด-อาเจียน-ถ่ายท้อง-ลำไส้อักเสบติดเชื้อรุนแรง ทีมข่าวต่อสายตรง กุมารแพทย์ ชี้ 'น้ำส้ม-กล้วยบด' อาหารยอดฮิตทำเด็กเสี่ยงตาย ท้องผูก-อาหารไม่ย่อย-ลำไส้ติดเชื้อ ย้ำ นมแม่อย่างเดียวดีที่สุด!

“ก็เลี้ยงมาแบบนี้..ไม่เห็นจะเป็นอะไร”

 

 

เกือบไปแล้ว..เลี้ยงลูกตามความเชื่อโบราณต้องระวัง! แม่ฝากยายเลี้ยงหลาน แต่ยายกลับแอบป้อนน้ำส้มให้เด็กน้อยวัยเดือนเศษ สุดท้ายเด็กอาการหนัก ท้องอืด-อาเจียน-ถ่ายท้อง เร่งส่ง รพ. กลางดึก แพทย์แจง 'ลำไส้อักเสบติดเชื้อรุนแรง' แอดมิท 10 วัน! เพจดัง 'เภสัชจิก' โพสต์เตือนอุทาหรณ์เลี้ยงลูกรู้เท่าไม่ถึงการณ์!

“ตั้งแต่แรกเกิด ลูกไม่เคยมีปัญหาเรื่องท้องอืด เรอ แหวะนมเลย เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วนมาตลอด วันหนึ่งที่เธอทำงานบ้านอยู่ และฝากให้ยายของเด็กดูลูกให้ ยายแอบป้อนน้ำเปล่าและน้ำส้ม ตกกลางคืนหนูน้อยทั้งอาเจียน-แหวะนม-ถ่ายท้อง จนต้องพาไป รพ. ตอนกลางดึก

ผลคือ หนูน้อยลำไส้อักเสบติดเชื้อรุนแรง ต้องแอดมิทถึง10 วัน แพทย์แจ้งว่าถ้าไป รพ.ช้าไปอีกนิดเดียว น้องมีโอกาสลำไส้แตกสูงมาก หลังจากออกจาก รพ.กลับมาอยู่บ้านได้ 3วัน หนูน้อยมีอาการแหวะนม ท้องอืด ไม่ผายลม ไม่ถ่าย ต้องสวนก้นให้ถ่ายและลมระบายออกมาตลอด และต้องกลับเข้าแอดมิทอีกรอบ

เรื่องน่าเศร้าของการป้อนอาหารที่ไม่ใช่นมก่อนครบ 6 เดือนนั้น เกิดขึ้นทีไรก็ปวดใจคนเป็นแม่อย่างเราๆ เสมอ ยากตรงที่เตือนเท่าไรก็เข้าไม่ถึง ย่า-ยาย สักที เพราะไม่เชื่อถือและไม่เข้าใจในข้อมูลสมัยใหม่

สมุดฝากท้องเล่มสีชมพูก็มีเขียนไว้เรื่องการป้อนอาหารเด็กทารกเอามาให้ย่า-ยายดูกัน ที่สำคัญพ่อแม่เองก็ควรอ่านให้จบก่อนนะ ช่วยกันนะคะ อย่าให้มีเด็กน้อยต้องจากไปเพราะความไม่รู้ในการเลี้ยงดูอีกเลย”

หลังจากที่เภสัชกรจากเฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อดังเผยแพร่ข้อความดังกล่าว ได้มีกระแสแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ซึ่งมีการหยิบยกประเด็น 'การป้อนกล้วย' ให้เด็กอายุเพียงไม่กี่วันตามที่เป็นข่าวโด่งดังในประเทศมาเลเซีย โดยมีคุณยายคนหนึ่งป้อนกล้วยบดให้หลานชายแรกเกิด

จนเด็กมีอาการถ่ายเป็นเลือดและกลิ่นเหม็นเน่า มีเลือดไหลออกมาตามปาก-จมูก-ทวารหนัก ก่อนเสียชีวิตจากภาวะอาหารไม่ย่อย เนื่องจากระบบทางเดินอาหารของเด็กเล็กยังไม่พร้อมย่อยสิ่งอื่นๆ นอกจากน้ำนมแม่เท่านั้น

โดยคุณยายคนดังกล่าวยังกล่าวอีกด้วยว่า “หลานร้องไห้หาแม่ ฉันเลยป้อนกล้วยบดให้ เมื่อก่อนฉันก็เลี้ยงลูกฉันแบบนี้” แม้ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์จะเตือนแล้วก็ตาม

เห็นได้ว่าการดูแลเลี้ยงดูลูกหลานจากคนเฒ่าคนแก่ยังคงมีการสอดแทรกวิธีคิด-วิถีความเชื่อการเลี้ยงเด็กเล็กแบบเก่า ทั้งการให้ดื่มน้ำส้ม-กล้วยบด-อาหารเสริมกับเด็กที่อายุวัยไม่ถึง 6 เดือน ดังที่เห็นเป็นกระแสข่าวอยู่เสมอๆ ล้วนเป็นสิ่งอันตรายแก่ชีวิตทั้งสิ้น

สอดคล้องกับ 'พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ' กุมารแพทย์ด้านทารกแรกเกิด โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ที่ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่าเป็นเพราะยุคก่อนอาจไม่มีการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและภัยอันตรายจากการให้อาหารเด็กเล็กเท่าปัจจุบัน จึงทำให้คนเฒ่าคนแก่ยังคงมีความเชื่อว่าการให้อาหารเช่นนั้นยังเป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่

“ในเรื่องความเชื่อนี่มีมานานแล้ว เขาจะพูดต่อๆ กันมาว่าเลี้ยงมาแบบนี้แหละ รอดกันมาไม่เห็นเป็นอะไรเลย เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีความรู้หรือมีข้อมูลข่าวสารว่ามีเด็กที่กินแล้วเสียชีวิตมากน้อยเท่าไหร่

สมัยก่อนคุณย่าคุณยายป้อนให้เด็กกิน ทำให้ลำไส้อุดตันหรือลำไส้ทะลุได้ ทั้งการติดเชื้อต่างๆ แต่เขาจะมีความเชื่อที่ว่าเป็นเรื่องของความโชคร้าย มีผีมาเอาไป หรือไม่สบายจากสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพราะอาหารที่ให้เด็กกินเข้าไป

แต่ปัจจุบันนี้มีข่าวสารข้อมูลกันให้เห็นมากมายแล้วว่ากระเพาะหรือลำไส้ของเด็ก ไม่ได้แข็งแรงพอที่จะไปกินอาหารแข็งหรืออาหารอื่นๆ ได้ในวัยก่อน 6 เดือน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงถึงชีวิตได้”

“กล้วยบด-น้ำส้ม” อาหาร(เสี่ยงตาย)ยอดฮิต!

จากกรณีการให้อาหารแก่เด็กอายุวัยไม่เกิน 6 เดือน ด้วยกล้วยบด-น้ำส้ม ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างหนักในสังคมออนไลน์ รวมถึงในกลุ่มพ่อ-แม่มือใหม่ที่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก-หลาน จากปู่-ย่า-ตา-ยาย ที่มักใช้ความเชื่อแบบเก่าให้เห็นอยู่ตามกระแสข่าว

ล่าสุด ทีมข่าวได้ต่อสายตรงไปยัง 'พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล' กุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ โรงพยาบาลชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ถึงประเด็นที่เกิดขึ้น

โดย พญ.กัลย์สุดา ให้คำตอบถึงเรื่องการให้อาหารกับเด็กอ่อนอายุไม่เกิน 6 เดือนไว้ว่า ถือเป็นเคสที่พบได้บ่อยครั้งและยังมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตค่อนข้างสูง หากให้เด็กบริโภคอย่างอื่น นอกเหนือจากน้ำนมแม่ 

“จริงๆ ในเคสที่ป้อนแล้วไม่เป็น มันก็โชคดีไป มันก็เหมือนกับเราปั่นจักรยานและเราไม่สวมหมวกกันน็อก ถ้าเป็นขึ้นมาแล้วมันแจ็กพ็อตพอดี มันเป็นสิ่งที่ต้องชั่งใจกันเองภายในครอบครัวว่าสุดท้ายแล้วใครที่เสียใจ

เด็กก่อนอายุ 6 เดือน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกินอาหารพวกนี้เลย ทั้งน้ำส้มหรือแม้กระทั่งกล้วยบด เจอเยอะมาก มันไม่มีความจำเป็นด้วยเหตุผลว่า หนึ่ง น้ำนมแม่มีสารอาหารที่เพียงพออยู่แล้ว สำหรับเด็ก 6 เดือนแรก

สอง ร่างกายของเด็กยังไม่พร้อม ทั้งเรื่องน้ำย่อยของเด็กที่ยังไม่สมบูรณ์ กินเข้าไปมีปัญหาเรื่องท้องอืด ท้องผูก ลำไส้ติดเชื้อ หรืออาหารไม่ย่อยที่เป็นข่าว นอกจากนั้นเรื่องของพัฒนาการเด็กในวัยนั้นก็ยังไม่เหมาะที่จะกิน 

เด็กยังนั่งเองไม่ได้ คอยังไม่แข็ง เรื่องของการกลืนก็ยังพัฒนาไม่เต็มที่ การที่เราป้อนเข้าไปก็มีโอกาสสำลักได้ ฉะนั้น ด้านร่างกายและสารอาหาร มันไม่ใช่อายุที่ควรจะกิน”

อย่างไรก็ดี กุมารแพทย์คนเดิมยังกล่าวถึงสาเหตุที่คุณย่า-คุณยายรุ่นเก่านิยมให้เด็กรับประทานกล้วยบดด้วยว่า เป็นเพราะความเข้าใจที่คิดว่าเด็กตื่นบ่อยเนื่องจากรู้สึกหิว ขณะที่ธรรมชาติของเด็กในช่วงเดือนแรกจะตื่นบ่อยเป็นปกติอยู่แล้ว

“เรื่องคู่มือสุขภาพหรือสมุดวัคซีน เขาระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่าให้เริ่มอาหารเสริมหรืออาหารตามวัยที่อายุ 6 เดือน ไม่ว่าจะเป็นสื่อต่างๆ ข้อมูลในการเลี้ยงลูกตามโซเชียลฯ ต่างๆ มีให้เห็นอยู่แล้ว จะอ้างว่าไม่รู้ก็ไม่ได้

ปัญหาคือพ่อ-แม่จะรู้ แต่คนที่ดื้อหรือไม่ยอม คือ คุณย่าหรือคุณยาย คนเฒ่า คนแก่ ที่ยังคงเป็นปัญหาในครอบครัวที่ต้องสื่อสารกัน อาจต้องพูดด้วยความละมุนละม่อม อาจเปรียบเทียบให้เขาเห็นภาพในเรื่องอื่นๆ จะได้เข้าใจกันมากขึ้นค่ะ

อีกเหตุผลหนึ่งที่คุณย่า-คุณยายชอบป้อนกล้วยบด คือ เด็กจะได้อิ่มและหลับได้นาน เพราะเด็กช่วง 1-2 เดือนแรก เขาจะตื่นบ่อย ตื่นมากินนมบ่อยๆ เขาเลยคิดว่าเด็กตื่นบ่อยเพราะกินไม่อิ่มหรือไม่ จึงป้อนกล้วยหรืออาหารอื่นๆ ให้เด็กอยู่ท้อง อิ่มได้นานและหลับได้

แต่ธรรมชาติของเด็ก คือ ช่วง 3 เดือนแรก เขาจะกินนมบ่อยอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปแก้ พอเขาโตขึ้น กระเพาะอาหารเขาใหญ่ขึ้น มื้อนมเขาก็จะห่างขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเคสป้อนอาหารให้เด็กแบบแปลกๆ ยังไม่เคยเห็นนะคะ ส่วนใหญ่จะเป็น กล้วยบด-น้ำส้ม มากกว่าที่เป็นยอดนิยมของคนไทย” 

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ พญ.กัลย์สุดา ทิ้งท้ายถึงปัญหาที่พบได้บ่อยและดูเหมือนว่ายังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง ในเรื่องเกี่ยวกับการป้อนอาหารให้เด็กก่อนวัยที่กำหนดว่า ควรรอให้เด็กมีความพร้อมทั้งทางร่างกายและพัฒนาการเสียก่อน

“ควรจะรอให้เด็กพร้อมดีกว่าค่ะ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้เด็กรีบกินอาหารอย่างอื่นตอนนี้ นอกจากนมแม่ คำว่า พร้อม ก็คือ 6 เดือนขึ้นไป เด็กควรนั่งได้เอง คอแข็ง เริ่มเอาอาหารเข้าปากเองได้ สิ่งนี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กพร้อมที่จะกินอาหารอื่นๆ แล้ว”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

20 − thirteen =