Health

นักวิจัยฮ่องกงคิดค้นวัคซีนรักษาไวรัสโคโรนา แต่ต้องทดสอบนานกว่าจะได้ใช้จริง

นักวิจัยฮ่องกงคิดค้นวัคซีนรักษาไวรัสโคโรนา แต่ต้องทดสอบนานกว่าจะได้ใช้จริง

ทางฝั่งนักวิจัยทั่วโลกก็พยายามอย่างหนักในการหาทางรักษาไวรัสชนิดนี้ ล่าสุดนักวิจัยจากฮ่องกงคิดค้นวัคซีนรักษาไวรัสโคโรนา แต่ต้องใช้เวลาทดสอบกว่าจะนำมารักษาได้จริงๆ

ถือเป็นการระบบาดครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกกับไวรัสโคโรนาที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 100 คน มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1,000 โลก ทำให้เหล่านักวิจัยต้องใช้ความพยามยามอย่างมากแข่งกับเวลาในการคิดค้นวิธีรักษาไวรัสชนิดนี้

วัคซีนรักษาไวรัสโคโรนา

ศาสตราจารย์ Yuen Kwok-yung นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Hong Kong (HKU) ได้ออกมาให้ข้อมูลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ว่าเขาและทีมงานกำลังพัฒนาวัคซีนที่รักษาไวรัสนี้ได้แล้ว โดยเค้าได้ตัวอย่างไวรัสมาจากผู้ติดเชื้อคนแรก แต่ต้องใช้เวลาในการทดสอบกับสัตว์ว่าปลอดภัยในบางสายพันธุ์ก่อน ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะสามารถนำมาใช้กับคนได้เมื่อไหร่ แน่นอนว่าเมื่อนำมาทดสอบกับคนอาจจะต้องใช้เวลาศึกษาอย่างน้อยๆ 1 ปี ก่อนจะนำมาใช้รักษาคนทั่วไปได้

Yuen Kwok-yung ภาพจาก HKU

ทางนักวิจัยจาก HKU ได้ใช้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ทาง Yuen เคยพัฒนาออกมา เอามาทำการต่อยอด ด้วยการปรับแต่งผิวหน้าให้สามารถต้านทานเชื้อโคโรนาไวรัสได้ รวมถึงเชื้ออื่นๆที่เป็นสาเหตุของอาการปอดอักเสบ ถ้าหากวัคซีนตัวนี้ประสบความสำเร็จก็จะช่วยชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากได้ก่อนหน้านี้ทางสื่อจีนได้อ้างอิงคำพูดของ Li Lanjuan ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ บอกว่าจีนกำลังพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาอยู่เช่นกันโดยตั้งเป้าพัฒนาให้เสร็จในเวลา 1 เดือน ซึ่งทางศาสตราจารย์ Yuen ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ในการทดสอบวัคซีนนั้น ทางนักวิจัยจะต้องทดสอบกับสัตว์ทดลองก่อนว่าระบบภูมิคุ้มกันมีการตอบสนองแค่ไหน จากนั้นจะนำสัตว์ตัวที่ถูกฉีดวัคซีนให้ไปสัมผัสกับเชื้อไวรัส เพื่อดูว่าร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันรึไม่



ถ้าหากวัคซีนได้ผลและปลอดภัยเมื่อทดสอบกับสัตว์แล้ว ต่อไปก็จะนำไปทดสอบกับคนจริงๆ ในกรณีที่เร็วที่สุดซึ่งก็ต้องใช้เวลาศึกษาอีกอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าใช้งานได้จริงและไม่เกิดผลข้างเคียงอย่างอื่นตามมา

สิ่งที่เขาเป็นกังวลก็คือ การที่ต่างฝ่ายต่างพัฒนาวัคซีนเอง แถมทำด้วยความเร่งรีบหวังสกัดการแพร่กระจาย อาจทำให้เกิดความยุ่งยากตามมา หากไม่มีการทดสอบที่เชื่อมั่นได้ อาจจะทำให้เชื้อโรคเกิดอการดื้อยา พัฒนาตัวเองให้มีความรุนแรงขึ้นไปอีกได้ทีนี้จะรับมือยากขึ้นไปอีก

ที่มา: South China Morning Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

five + eleven =