LifeStyle

‘คำเตือน’ จากโควิด และ บิล เกตส์

'คำเตือน' จากโควิด และ บิล เกตส์

เปิดคำเตือนจาก “บิล เกตส์” มหาเศษฐีและผู้ร่วมก่อตั้งแห่ง Microsoft และข้อคิดจากวิกฤติโควิด-19 ที่ทิ้งข้อคิดและบทเรียนไว้ โดยสรุป 14 เรื่องที่น่าสนใจ จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกัน

เมื่อบิล เกตส์ แห่ง Microsoft เขียนอะไรดีๆ คนก็ชอบที่จะส่งต่อกันทั้งโลก มิใช่เพราะเขาเป็นมหาเศรษฐีมีอิทธิพลต่อโลก แต่เขามีบารมีจากผลงานด้านสาธารณกุศลมากมายโดยใช้เงินทองส่วนตัว เช่น พยายามปราบโรคมาลาเรีย โปลิโอ แก้ไขสถานการณ์โลกร้อน สนับสนุนวัคซีนโรคต่างๆ รวมทั้งโควิด-19 กำจัดความยากจนในแอฟริกา และอื่นๆ 

วันนี้ผมขอนำบทแปลข้อเขียนของเขา ที่ปรากฏอยู่ในเน็ต โดยไม่มีชื่อผู้แปลและขอปรับแก้ไขเล็กน้อย

ผมเชื่อว่าทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่างก็มีบทเรียนที่น่าสนใจแฝงอยู่ ไม่ว่าพวกเราจะคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม ผมขอแบ่งปันความในใจว่าไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้ให้อะไรแก่เราบ้างดังนี้

(1) ไวรัสเตือนเราว่าทุกคนนั้นต่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะทางวัฒนธรรมศาสนาอาชีพ สถานะทางเศรษฐกิจหรือต่อให้คนนั้นจะมีชื่อเสียงมากแค่ไหนในสายตาของไวรัสเราทุกคนต่างเท่าเทียมกันหมด

(2) ไวรัสเตือนเราว่า ชะตาชีวิตของพวกเรานั้นต่างผูกเข้าไว้ด้วยกันเรื่องหนึ่งที่ส่งผลต่อคนหนึ่งก็จะส่งผลต่อคนอื่นๆ ได้ด้วย ไวรัสยังเตือนเราว่าเขตแดนระหว่างประเทศที่พวกเราต่างสมมุติกันขึ้นมานั้นช่างไร้ค่าเพราะเจ้าไวรัสไม่จำเป็นต้องมีพาสปอร์ตเลย ไวรัสยังเตือนเราอีกว่าถึงแม้ตอนนี้เราจะโดนกดขี่อยู่ในช่วงเวลาสั้นๆแต่บนโลกใบนี้ยังมีคนที่โดนกดขี่มาทั้งชีวิตอีกมากมาย

(3) ไวรัสเตือนเราว่าสุขภาพมีค่าแค่ไหนพวกเรามักละเลยการดูแลสุขภาพไป ทั้งกินอาหารขยะ ดื่มน้ำที่ผสมสารพัดสารเคมี หากเราไม่ดูแลตัวเอง เราก็จะติดเชื้ออย่างแน่นอน

(4) ไวรัสเตือนเราว่าชีวิตนั้นเป็นทุกข์และแสนสั้น อะไรคือสิ่งสำคัญที่พวกเราควรทำก่อนที่จะมาเป็นผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยบนเตียง

(5) ไวรัสเตือนเราว่า สังคมของพวกเราได้กลายเป็นสังคมวัตถุนิยมระดับสูงสุดไปแล้วเมื่อเราเจอความลำบากเราจึงได้นึกถึงปัจจัยสี่ อาหารและปัจจัยพื้นฐานต่างๆที่เราจำเป็นต้องใช้ ซึ่งต่างก็ไม่ใช่ของหรูหราราคาแพงแต่อย่างใด

(6) ไวรัสเตือนเราว่าครอบครัวสำคัญแค่ไหน ไวรัสบังคับให้เราต้องกลับไปอยู่ในบ้านของตัวเองทำให้พวกเรากลับมาสร้างบ้านให้กลายเป็นครอบครัวและยังได้เสริมสร้างสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นกว่าที่เคยอีกด้วย

(7) ไวรัสเตือนเราว่า งานที่แท้จริงของเราไม่ใช่งานต่างๆ ที่เราจำเป็นต้องทำกันอยู่ในทุกวันนี้ พระประสงค์ของพระเจ้านั้นสร้างเราขึ้นมาไม่ใช่เพื่อให้มาทำงานดังกล่าวงานที่แท้จริงของเรานั้นคือการดูแลกัน ปกป้องคุ้มครองกัน ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ต่อกัน

(8) ไวรัสเตือนเราว่าอย่าได้ลืมตัว อย่าคิดไปว่าตัวเองใหญ่หรือแน่มาจากไหน ไวรัสเตือนว่าไม่ว่าคุณจะรู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่เพียงใดและไม่ว่าคนอื่นจะคิดว่าคุณยิ่งใหญ่เพียงใดเพียงแค่ไวรัสตัวเล็กๆนี้ ก็ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุนได้แล้ว

(9) ไวรัสเตือนเราว่าอิสระภาพอยู่ในกำมือเรา พวกเรามีสิทธิเลือกที่จะให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ แบ่งปัน ทุ่มเท สนับสนุนซึ่งกันและกันก็ได้หรือพวกเราจะเลือกเห็น แก่ตัว กักตุนสิ่งของให้ตัวเองหรือตัวใครตัวมันก็ได้ มีแต่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้เท่านั้นจึงจะสามารถเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของคนได้

(10) ไวรัสเตือนเราว่าเราจะอดทนก็ได้หรือจะหวาดกลัวก็ได้ สถานการณ์เช่นนี้เองก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์มากมายหลายครั้ง แต่สุดท้ายมันก็ผ่านไป บางคนอาจหวาดกลัวจนอาจนึกไปว่าวันสิ้นโลกมาถึงแล้วและผลสุดท้ายแห่งความหวาดกลัวก็จะมาทำร้ายตัวเราเอง

(11) ไวรัสเตือนเราว่า โรคระบาดคือจุดจบและจุดเริ่มต้น พวกเราควรย้อนมองและทำความเข้าใจเรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาดโรคนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรและจะยังคงมีต่อเนื่องไปอีกจนกว่าพวกเราจะได้รับบทเรียน

(12) ไวรัสเตือนเราว่า โลกของพวกเราป่วยแล้ว ไวรัสเตือนให้ตระหนักถึงความรวดเร็วของการหายไปของผืนป่า และให้เห็นความรวดเร็วของการหายไปของกระดาษชำระบนชั้นวางสินค้า พวกเราต่างป่วยก็เพราะว่าครอบครัวของพวกเราบางคนได้ป่วยไปแล้ว

(13) ไวรัสเตือนเราว่า ความยากลำบากเหล่านี้สุดท้ายจะผ่านพ้นไป ชีวิตนั้นเป็นการวนอยู่ในวงจรตอนนี้เป็นเพียงหนึ่งในช่วงของการวนในวงจรเท่านั้น พวกเราไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว โรคระบาดจะผ่านพ้นไปอย่างแน่นอน

(14)คนมากมายคิดว่าไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่เป็นภัยพิบัติฉากหนึ่ง แต่ผมรู้สึกว่านี่คือ การแก้ไขสิ่งผิดพลาด” ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของโลก

ไม่มีครั้งใดที่มนุษย์สามารถเห็นความเชื่อมต่อถึงมนุษย์คนอื่นได้ดีเท่าครั้งนี้ ทุกครั้งที่เราเห็นคนอื่นชุมนุมกันโดยไม่ใส่หน้ากากหรือหนีเข้าประเทศโดยไม่ได้ผ่านการกักกันเพื่อตรวจสอบ เราจะรู้สึกหวาดหวั่นว่าคนหนึ่งอาจเป็น Super Spreader ของโรคจนกลับเป็นผลร้ายมาถึงตัวเราได้

เมื่อก่อนเราไม่ค่อยเห็นว่าความเหลื่อมล้ำในฐานะทางเศรษฐกิจของผู้คนจะมีผลด้านลบต่อตัวเราอย่างไรตอนนี้เห็นแล้วว่าหากปล่อยไว้ไม่รีบแก้ไขมันจะเกิดเป็นผลที่เลวร้ายสะท้อนกลับมาถึงตัวเราได้เราไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้อุปมาได้กับการเห็นคนปัสสาวะลงสระน้ำที่เรากำลังว่ายเล่นอยู่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

5 × three =