LifeStyle

คุณค่าของชีวิต

คุณค่าของชีวิต

สวัสดีครับ ผมได้รับหนังสือ “ปัญญาวิชาชีวิต” จากคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ที่ได้นำเสนอและถ่ายทอดปรัชญาของ ศาสตราจารย์เคลย์ตัน คริสเตนเซน (Clayton Christensen) ต่อแนวทางการประเมินความคุ้มค่าของชีวิตของแต่ละคน (How Will You Measure Your Life ?) โดยที่คุณภิญโญได้ฝากโน้ตสั้น ๆ ไว้ว่า “คิดว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ในการขบคิดกับพี่ดลครับ”

แถมในบทนำได้เกริ่นไว้ว่า “ถ้าจะให้ได้ผลดีขอจงอ่านในวันที่ไม่เร่งรีบ รุ่มร้อน อ่านในห้วงตอนที่มีความสงบในชีวิต เป็นการอ่านเพื่อขบคิดให้เกิดปัญญา ไม่ใช่อ่านเพื่อสะสมเรื่องราวหรือเนื้อหา” ทำให้เช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา

ผมต้องมานั่งอ่านหนังสือเล่มนี้ในบรรยากาศสงบ ๆ แบบช้า ๆ แต่สามารถอ่านรวดเดียวจนจบ แถมได้อ่านทวนอีกรอบหนึ่งเพื่อค้นหาคำตอบ 3 คำถามปริศนา ที่มีอิทธิพลต่อการงานและชีวิตของแต่ละคน

นั่นคือ 1.เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีความสุขในอาชีพการงาน 2.เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์กับครอบครัวจะเป็นต้นธารแห่งความสุขอย่างยั่งยืน และ 3.เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะใช้ชีวิตอย่างมีอิสรภาพไม่จบชีวิตเดียวดายในเรือนจำ1/พวกเราอาจจะนึกว่า ศ.เคลย์ตัน คริสเตนเซน เป็นศาสตราจารย์สอนวิชาปรัชญาหรือจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัย Harvard แต่แท้จริงแล้วท่านเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเจ้าของทฤษฎี Disruptive Innovation จากหนังสือ The Innovator’s Dilemma ที่นิตยสาร Forbes ได้ยกย่องให้ท่านเป็นนักทฤษฎีธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ด้วยการเชื่อมโยงคำว่า disruption เข้ากับการอยู่รอดของการดำเนินธุรกิจ

ชีวประวัติของ ศ.เคลย์ตัน เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเกิดมาในครอบครัวใหญ่ที่เคร่งต่อศาสนา เป็นคนเรียนเก่งที่สามารถเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งสาขาเศรษฐศาสตร์ และจบปริญญาโทบริหารธุรกิจที่ Harvard ก่อนจะออกไปทำงานในบริษัทที่ปรึกษา ก่อร่างสร้างธุรกิจเทคโนโลยี

แต่ในปี 1987 ธุรกิจก็มาสะดุดล้มลงอย่างแรงจากเหตุการณ์ Black Monday เป็นจุดพลิกผันให้ท่านตัดสินใจกลับเข้าไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่ Harvard และได้เป็นศาสตราจารย์สอนหนังสือในคณะบริหารธุรกิจ พร้อม ๆ กับสอนวิชา “Building and Sustaining a Successful Enterprise” วิชาเลือกที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด

ชีวิตของท่านเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพบว่าเป็นโรคร้าย แถมซ้ำร้ายเกิดเป็นโรคหัวใจฉับพลัน ทำให้การเดินและการพูดของท่านไม่คล่องแคล่วเหมือนเดิม แต่เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นจึงตัดสินใจเขียนหนังสือ How Will You Meas-ure Your Life ? เพื่อแปลงทฤษฎี Disruptive Innovation ที่ท่านค้นคิดมาเป็นทฤษฎีในการดำรงชีวิต และเดินสายถ่ายทอดแนวคิดนี้ไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

ในการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อปีที่แล้วของ ศ.เคลย์ตัน ในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัย WGU ในมลรัฐยูทาห์ มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนระดับปริญญาโทแบบ online ให้กับนักศึกษาที่ส่วนใหญ่ทำงาน หรือประกอบอาชีพอยู่ ศ.เคลย์ตันได้เริ่มต้นกล่าวว่า เหตุผลหลักที่ท่านตอบรับมากล่าวสุนทรพจน์ ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เพราะบัณฑิตที่นี่มีชีวิตที่คล้ายคลึงกับท่าน ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา เรียนรู้แบบไม่หยุดนิ่ง เหมือนกับที่ท่านได้ตัดสินใจศึกษาต่อระดับปริญญาเอกเมื่ออายุ 38 ปี2/

ท่านกล่าวว่าตลอดชีวิตของท่าน ท่านพยายามค้นหาคำตอบว่า “ทำไมความสำเร็จจึงไม่ยั่งยืน ?” เมื่อย้อนกลับไปหวนคิดถึงช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจะค้นพบว่า บริษัทที่เคยรุ่งเรืองหลายแห่งต้องย่อส่วน หรือปิดกิจการลง เพราะบริษัทเหล่านั้นให้ความสำคัญกับเป้าหมายในระยะสั้น ๆ ส่งผลให้วัฒนธรรมองค์กร การบริหารจัดการ ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรไปในทิศทางที่ผิด ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบริโภค การแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป

และสำคัญที่สุดคือ การพัฒนาการทางเทคโนโลยีถือเป็น disruptive ทำให้บริษัทที่เคยยิ่งใหญ่ต้องล่มสลาย ในขณะที่บริษัทที่ประสบความสำเร็จ กลับเริ่มต้นด้วยการนำเสนอสินค้าหรือบริการที่มีแนวคิดใหม่หรือให้คุณค่าใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าจาก “ตลาดล่าง” ก่อนเพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาด แล้วมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าหรือบริการของตนให้ดียิ่งขึ้นจนสามารถ “ปั่นป่วน” ตลาดเดิม3/

ท่านได้ยกตัวอย่างบริษัทนูคอร์ (Nucor) ที่ผลิตเหล็กเส้นขนาดเล็กเพื่อขายในตลาดเหล็กเสริมคอนกรีต หรือค่ายรถยนต์โตโยต้าที่เริ่มผลิตรถ Corona รถขนาดเล็กเพื่อเอาใจผู้ขับรถในตลาดที่มีส่วนแบ่งไม่มากนักในสหรัฐ จากนั้นบริษัททั้งสองก็ค่อย ๆ ไล่ไปตลาดบนตัดราคาโรงเหล็กดั้งเดิมและผลิตรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้โรงงานผลิตเหล็กขนาดใหญ่และค่ายรถยนต์ของสหรัฐต่างสั่นสะเทือนไปตาม ๆ กัน

บริษัทที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ทะนงตัว มีความกระตือรือร้นอย่างถ่อมตน ที่พร้อมจะเรียนรู้จากทุก ๆ คน โดยไม่ทราบด้วยซ้ำว่า บริษัทจะอยู่รอดในระยะยาวหรือไม่ กลับเป็นบริษัทที่อยู่รอดและประสบความสำเร็จ และนี่แหละคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ความสำเร็จมีความยั่งยืน ซึ่งไม่ต่างกับชีวิตของคนเราที่ต้องให้ความสำคัญต่อความสำเร็จในระยะยาว

ท่านได้กล่าวไว้ในตอนท้ายของสุนทรพจน์ว่า “โศกนาฏกรรมของโลกมนุษย์คือ เราวัดค่าความเป็นมนุษย์ด้วยตำแหน่งหน้าที่ ฐานะในสังคม และทรัพย์สินเงินทอง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เรามีชีวิตที่ดี หากเราได้มีโอกาสไปเดินตามอาคารต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย เราจะพบเห็นป้ายชื่อผู้บริจาคเงินให้กับมหาวิทยาลัย แต่เราเคยหยุดอ่านชื่อเหล่านั้นไหม คนที่เราจะรู้สึกขอบคุณ กลับเป็นคนรอบข้างที่เราเคยสัมผัส เคยได้รับการช่วยเหลือ เคยได้รับแรงบันดาลใจ คนรอบข้างเหล่านี้เปลี่ยนแปลงชีวิตเราให้เป็นคนที่ดีขึ้น ถ้าเราต้องการสร้างอะไรที่มีคุณค่าที่ยั่งยืน เราจะเลือกมีชื่อบนป้าย หรือมีชื่อบนหัวใจคนรอบข้างที่เราพบเจอและผ่านเข้ามาในชีวิตเราแต่ละวัน”4/

แหล่งที่มา : 1/ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ปัญญาวิชาชีวิต จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Openbooks 2561

(How Will You Measure Your Life ?, Clayton M. Christensen)

2/ บทสุนทรพจน์ของศาสตราจารย์เคลย์ตัน คริสเตนเซน ในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัย WGU 15 กรกฎาคม 2560 https://archive.wgu.edu/artifact/wgu-commencement-address-clayton-m-christensen

3/ เรวัต ตันตยานนท์ สตาร์ทอัพกับ Disruptive Innovation Knowledge Community SMEs 10 พฤษภาคม 2559 http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/637676

4/ อาร์ม ตั้งนิรันดร How do you measure your life? บันทึกผ่าน Facebook 10 เมษายน 2014 เวลา 10.46 น. https://www.facebook.com/notes/arm-tungnirun/how-do-you-measure3yourlife/10152074629467568/

ผมชวนให้พวกเราช่วยกันไขปริศนาคำถาม 3 ข้อ คือ 1.เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีความสุขในอาชีพการงาน 2.เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์กับครอบครัวจะเป็นต้นธารแห่งความสุขอย่างยั่งยืน และ 3.เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะใช้ชีวิตอย่างมีอิสรภาพไม่จบชีวิตเดียวดาย ในเรือนจำ ผ่านหนังสือ ปัญญาวิชาชีวิต ที่ คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ได้ถ่ายทอดมาจากหนังสือ How Will You Measure Your Life ? เขียนโดย ศาสตราจารย์เคลย์ตัน คริสเตนเสน (Clayton M. Christensen)

ศ.เคลย์ตันได้เปรียบเทียบเป้าหมายทางธุรกิจของบริษัทที่มักมุ่งผลตอบแทนในระยะสั้น วัดมูลค่าเพิ่มของบริษัทจากผลกำไรและลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อให้สัดส่วนทางการเงินดูสวยหรู ทำให้กลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กรไปสู่ความสำเร็จที่ไม่ยั่งยืน ผู้บริหารและพนักงานต่าง ๆ จะสร้างผลงานในระยะสั้น หวังเพียงเพื่อตำแหน่ง หน้าที่การงาน และเงินเดือนที่สูงขึ้น

ในขณะที่องค์กรจะมีวัฒนธรรมของการแข่งขัน ขาดการร่วมมือและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สอนให้คนปฏิบัติตามมากกว่าควรจะคิดอย่างไร (what to do not how to think)1/ การมุ่งผลตอบแทนในระยะสั้น ๆ ไม่แตกต่างกับชีวิตของมนุษย์ หากพวกเราต้องการให้ความสำเร็จ และความสุขมีความยั่งยืน เราต้องนำวิชาการจัดการและหลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นมาประยุกต์ใช้ว่าเราจะจัดการกับชีวิตเราอย่างไร กับการมีอยู่อย่างจำกัดของเวลา ทรัพยากร และปัญญา

สำหรับ ศ.เคลย์ตัน การเลือกงานเป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่จะพาตัวเองไปสู่เป้าหมาย แต่หากปราศจากเป้าหมาย ชีวิตมนุษย์ย่อมกลวงเปล่า ดังนั้น พวกเราจึงต้องค้นหาจุดมุ่งหมายในชีวิต นับเป็นเรื่องที่พวกเราต้องให้เวลาในการค้นหาให้มากที่สุด

เฟรเดอริก เฮิร์ซเบิร์ก นักจิตวิทยาผู้ค้นคิดทฤษฎีแรงจูงใจ ได้ระบุจุดมุ่งหมายในชีวิตไว้ว่า “แรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเราไม่ใช่เงินทอง หากเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ มีความกระตือรือร้นอย่างถ่อมตัวที่จะเรียนจากทุก ๆ คน พร้อมเติบโตด้วยความรับผิดชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น และได้รับการยอมรับยามบรรลุผลสำเร็จ”

อย่างไรก็ดี การจะไปสู่จุดมุ่งหมายในชีวิตได้นั้น จำเป็นต้องมีการจัดการทั้งด้านเวลา ทรัพยากร และปัญญา

ทั้งนี้ ชีวิตจริงเรามักจะมองข้ามผลลัพธ์ในระยะยาว ให้เวลากับลูกและครอบครัวเมื่อสายเกินไปแล้วลงทุนให้กับครอบครัวด้วยทรัพย์สินเงินทองและฐานะในสังคม แทนการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีและการเรียนรู้ร่วมกันในครอบครัว ไม่ต่างกับบริษัทที่ลงทุนในต้นทุนจม (sunk cost) และต้นทุนคงที่ (fixed cost) แทนที่จะเอาใจใส่ลงทุนในต้นทุนส่วนเพิ่มเพื่อการวิจัยและพัฒนา (marginal cost)1/

การลงทุนเวลา ทรัพยากร และปัญญาให้กับความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยปกติแล้วจะไม่ทำให้รู้สึกโดยทันทีว่าทำอะไรสำเร็จ ในขณะเดียวกัน หากเราละเลยความสัมพันธ์กับครอบครัว เราก็จะไม่รู้สึกว่าในแต่ละวันสถานการณ์กำลังเลวร้ายลงไป เหมือนกับคนที่มุ่งมั่น

ความเป็นเลิศในอาชีพการงาน จะให้เวลากับครอบครัวน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและเปี่ยมรักกับครอบครัวจะเป็นขุมพลังแห่งความสุขที่ทรงพลังและยั่งยืนที่สุด2/

ศ.เคลย์ตันเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งในช่วงที่ท่านไปเรียนที่มหาวิทยาลัย Oxford ว่า ท่านได้ร่วมเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย และพาทีมเข้ารอบรองชนะเลิศ แต่เผอิญการแข่งขันตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งท่านได้เคยสาบานกับพระผู้เป็นเจ้าว่า ในวันอาทิตย์จะเป็นวันที่ท่านจะอุทิศตนให้กับการศึกษาพระธรรม ท่านจึงปฏิเสธที่จะลงเล่น สร้างความไม่พอใจให้กับโค้ชและเพื่อนร่วมทีม

แน่นอนว่า ท่านสามารถที่จะแหกกฎและไม่ทำอีก แต่เมื่อมองย้อนกลับไปถึงการตัดสินใจในครั้งนั้น ท่านคิดว่าได้ทำถูกต้องแล้ว ขณะที่เพื่อนของท่านหลายคนตัดสินใจผิดพลาดเพราะไม่ยึดต่อหลักการ “ยืนตรง” เพื่อน 2 คนต้องขาดอิสรภาพต้องโทษถูกคุมขัง หนึ่งในนั้นคือ เจฟฟ์ สกิลลิง ผู้นำบริษัทเอนรอนไปสู่ความหายนะ

จึงถือเป็นบทเรียนว่า “มันง่ายกว่าถ้าเราจะรักษาหลักการไว้ 100 ครั้ง แทนที่จะรักษาหลักการไว้เพียง 98 ครั้ง” (It’s easier to hold to your principles 100 percent of the time than it is to hold to them 98 percent of the time.)2/3/

ท้ายสุด ศ.เคลย์ตัน เล่าถึงเหตุการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ท่านเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า เกิดขึ้นจากเช้าวันหนึ่งขณะขับรถไปสอนหนังสือ ท่านเกิดมีนิมิตหมายว่าจะมีอะไรดี ๆ เข้ามาสู่ชีวิต และ 2 สัปดาห์ต่อมาปรากฏว่ามีผู้บริหารระดับสูงในมหาวิทยาลัยลาออก ท่านจึงคิดว่าตำแหน่งต้องเป็นของท่านแน่นอน ด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ แต่เมื่อมีการประกาศว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นของศาสตราจารย์อีกท่านหนึ่ง

ท่านรู้สึกผิดหวังและคิดว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม แต่ใช้เวลาไม่นานท่านมาคิดได้ว่า มนุษย์ที่จะขึ้นไปอยู่บนสรวงสวรรค์หรือไปพบกับพระเจ้านั้น การประเมินไม่ได้อยู่ที่ว่าท่านเรียนจบที่ไหน มีตำแหน่งการงานอย่างไร มีทรัพย์สินมากน้อยเพียงใด

ขณะที่การวัดคุณค่าชีวิตในโลกมนุษย์ ไม่ได้อยู่ที่มูลค่าทางการเงิน ไม่ต้องให้นักบัญชีหรือนักสถิติมาประเมิน แต่คำถามคือ เมื่อเราได้โอกาสใช้ชีวิตตั้งแต่เด็กจนช่วงสุดท้ายของชีวิต เราได้ใช้โอกาสนั้นช่วยคนรอบข้างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราแค่ไหน และได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับผู้คนเหล่านั้นอย่างไร นี่แหละคือการวัดความคุ้มค่าในการใช้ชีวิตของแต่ละคนอย่างแท้จริง

แหล่งที่มา : 1/ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ปัญญาวิชาชีวิต จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Openbooks 2561 (How Will You Measure Your Life ?, Clayton M. Christensen) 2/ สฤณี อาชวานันทกุล

เธอจะวัดชีวิตของเธออย่างไร แปลจากหนังสือ How Will You MeasureYour Life ? เขียนโดย Clayton

M. Christensen, Borderless Magazine https://bordeure.wordpress.com/tag/how-will-you-measure-your-life/ 3/ รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ Innovators’ Dilemma-บริษัทยักษ์ล้มเพราะบริหาร “ถูกหลัก”

โดย : รณดล นุ่มนนท์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

nine + eight =