LifeStyle

วัยเก๋าต้องเก๋าให้จริง!! เปิดวิธีเอาตัวรอดในยุคดิจิทัล

วัยเก๋าต้องเก๋าให้จริง!! เปิดวิธีเอาตัวรอดในยุคดิจิทัล

เรามักเห็นข่าวคราว “ผู้สูงอายุ” ถูกหลอกลวงให้เสียทรัพย์อยู่บ่อยครั้ง ยิ่งทุกวันนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปมาก ก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัลเรียกว่าแทบจะเต็มขั้น เหล่า “วัยเก๋า” ก็ไม่แคล้วตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีทางโลกไซเบอร์เหมือนเดิมเช่นกัน

 

 

รูปแบบของการถูกหลอกลวงในยุคดิจิทัลนั้น พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายว่า หลักๆ มีอยู่ 2 ประเด็นคือ

1.การถูกหลอกลวงให้ซื้อสินค้า ซึ่งผู้สูงอายุเป็นวัยที่ร่างกายเริ่มเสื่อมไปตามสภาพ ทำให้เกิดความเจ็บป่วย เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมา และเรื่องของสุขภาพก็เป็นจุดอ่อนไหวของผู้สูงอายุ ดังนั้น เราจึงมักเห็นผู้สูงอายุถูกหลอกลวงให้ซื้อสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพต่างๆ จำนวนมาก เท่าที่ทำการเก็บข้อมูลพบว่า ผู้สูงอายุถูกหลอกลวงให้ซื้อสินค้าสุขภาพมากที่สุด โดยอ้างว่าสินค้าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ ช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้สารพัด จึงหลงเชื่อซื้อมา ซึ่งนอกจากส่งผลให้เสียทรัพย์แล้ว หากเกิดเป็นสินค้าอันตรายยังอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพของตนเองได้ด้วย

2.ข้อมูลปลอม ทุกวันนี้จะเห็นได้เลยว่ามีการส่งต่อหรือแชร์ข้อมูลต่างๆ ทางโซเชียลมีเดียจำนวนมาก ซึ่งไม่มีทางทราบได้แน่ชัดว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุที่น่าเป็นห่วง แต่ประชาชนทุกคนมีความน่าเป็นห่วงเท่ากัน เพราะบางครั้งอาจไม่ทันระวัง ไม่มีการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับมาและส่งต่อกระจายออกไป สร้างความเข้าใจผิด หรือข่าวลือ หรือข่าวปลอม จนทำให้เกิดผลเสียต่างๆ ตามมามากมาย หรือทำให้คนยิ่งเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ผิด หรือแม้กระทั่งแชร์ข้อมูลในเชิงล่าแม่มด จนเกิดผลกระทบต่อคนที่เกี่ยวข้องในข้อมูล

สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีอย่าง หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ที่ระบุว่า ทุกวันนี้มีการแชร์ข้อมูลต่างๆ ทางโซเชียลจำนวนมาก โดยเฉพาะฟอร์เวิร์ดไลน์ที่ผู้สูงอายุมักแชร์กันมาก เช่น กินสิ่งนี้อย่างนี้แล้วเป็นมะเร็ง กินอันนี้แล้วรักษามะเร็งได้ เป็นต้น จึงอยากฝากว่าเวลาได้รับข้อมูลอะไรมาแล้วต้องตั้งข้อสงสัยก่อนว่าจริงหรือไม่ แล้วไปหาคำตอบว่าจริงหรือไม่

เพราะฉะนั้น หากผู้สูงอายุจะเป็น “Survival” ในโลกยุคดิจิทัลให้ได้ ก็จำเป็นที่จะต้องรู้เท่าทันสื่อเสียก่อน ถามว่าจะรู้เท่าทันได้อย่างไร

หนุ่ย-พงศ์สุข กล่าวว่า 1.ต้องไม่เสพข้อมูลด้านเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เฟซบุ๊ก” มีการปรับอัลกอริธึมใหม่ โดยเฟซบุ๊กจะเลือกดึงข้อมูลต่างๆ ที่ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กสนใจมาให้เห็นในหน้าฟีด โดยดูจากการกดไลก์ คอนเมนต์ หรือการมีปฏิสัมพันธ์ต่างๆ จะสังเกตได้ว่าเพื่อนคนไหนที่เราไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ด้วย เราก็จะไม่ค่อยเห็นข้อมูลของเขา ซึ่งตรงนี้น่ากังวลเพราะจะกลายเป็นการเสพข้อมูลด้านเดียว ด้านที่เราชอบ ด้านที่เราอยากรู้ เป็นโลกในอุดมคติของตัวเอง ซึ่งจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน

พญ.ลัดดา กล่าวต่อว่า 2.ต้องรู้จักสงสัยและตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน เมื่อได้รับทราบข้อมูลบางสิ่งบางอย่างมา อย่าเพิ่งเชื่อในทันที แต่ต้องพิจารณาว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ตรวจสอบแหล่งที่มา เป็นความจริงหรือไม่ ต้องรู้จักสงสัย และไปตรวจสอบหาข้อมูลความจริงจากหลายๆ แหล่ง จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลด้านการแพทย์ การรักษาต่างๆ เช่น สิ่งนี้ช่วยให้ร่างกายดีขึ้น สมุนไพรนี้รักษามะเร็งได้ ก็ต้องไปหาข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์ต่างๆ

“ปัญหาคือ ทุกวันนี้หน่วยงานต่างๆ ยังคงออกมาให้ข้อมูลน้อย อย่างด้านสุขภาพนี่ถือว่ามีการดำเนินการ แต่ข้อมูลด้านอื่นๆ ถือว่าค่อนข้างน้อยมาก ดังนั้น จึงต้องพยายามทำข้อมูลความรู้ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และไม่เพียงแค่ทำข้อมูลแบบตั้งรับเท่านั้น อาจจะต้องทำข้อมูลในเชิงรุก โดยการส่งข้อมูลหรือสื่อสารเรื่องราวที่ถูกต้องส่งตรงไปยังประชาชนหรือผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์โดยตรงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง” พญ.ลัดดา กล่าว

อาจกล่าวได้ว่าผู้สูงอายุจำเป็นที่จะต้องก้าวตามเทคโนโลยีให้ทัน แต่ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงเป็นกลุ่มที่เรียกว่า “โลว์เทค” เพราะเติบโตมากับยุคเก่า ไม่เข้าใจในการใช้งานสิ่งเหล่านี้ ซึ่ง พญ.ลัดดา กล่าวว่า แม้ผู้สูงอายุปัจจุบันจะมีสมาร์ทโฟนใช้งานมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็ยังใช้เพียงฟังก์ชันโทรเข้าออก ยังใช้ฟังก์ชันอื่นไม่ค่อยเป็น มีจำนวนน้อยที่สามารถใช้งานได้อย่างคล่องมือ ดังนั้น ลูกหลานจึงจำเป็นที่จะต้องสอนวิธีการใช้งานสมาร์ทโฟนหรือเทคโนโลยีต่างๆ ให้แก่ผู้สูงอายุที่บ้านของตน ต้องพยายามใช้เวลาและค่อยๆ สอนผู้สูงอายุให้เข้าใจ เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้งานเป็น และสอนให้รู้การป้องกันการถูกหลอกลวงต่างๆ จากสื่อสังคมออนไลน์ด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแค่ลูกหลานเท่านั้น ปัจจุบันก็มีหลายหน่วยงาน หรือภาคีเครือข่ายด้านสื่อและผู้สูงอายุจัดกิจกรรมในการเรียนการสอนการใช้เทคโนโลยีให้แก่ผู้สูงอายุด้วย เพื่อให้ผู้สูงอายุก้าวตามได้ทันโลก และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

เช่นเดียวกับ “ป้าแป๋ว” หรือนางกาญจนา ปันทุเตชะ อดีตนักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ กรมควบคุมโรค ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ปัจจุบันในวัย 64 ปี กลายเป็นคนดังในโลกออนไลน์ที่ทุกคนรู้จักจากแบ็คแพ็คเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศด้วยตัวคนเดียวนั้น ก็ระบุว่า การใช้เทคโนโลยีต่างๆ สื่อสังคมออนไลน์ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้สูงอายุ เพราะทำให้ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ทันโลกแล้ว ยังช่วยให้ได้เพื่อนใหม่เข้ามาในชีวิตด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ประโยชน์อย่างการไปท่องเที่ยวของตนได้ด้วย เพราะการเดินทางนั้นตนใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการจองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก และหาข้อมูลทั้งหมด ซึ่งหากเราทำเองเป็น เราก็สามารถใช้ชีวิตในโลกกว้างนี้ได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัว

นอกจากเรื่องของเทคโนโลยีแล้ว ป้าแป๋ว ยังแนะนำว่า ผู้สูงอายุไม่ควรอยู่เฉยๆ กับบ้าน แต่ควรออกเดินทางไปท่องเที่ยว ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ เพราะหากอยู่บ้านเฉยๆ จะไม่ดีต่อสุขภาพ แต่การเดินทางจะช่วยให้เราได้ออกกำลังกาย จะดีกับสุขภาพมากกว่า ไม่อุดอู้อยู่กับที่ และการเดินทางก็จะง่าย อย่างในต่างประเทศเขาก็จะมองว่าเราไม่ได้ไปเป็นปัญหา เช่น การลักลอบไปทำงาน เป็นต้น เพียงแต่จะต้องรักษาสุขภาพให้ดีตั้งแต่อายุยังน้อย และต้องมีเงินเก็บออม ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตของผู้สูงอายุ ซึ่งหากสามารถทำได้เชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพแน่นอน อย่างตนก็ไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไรเลย

จะเป็น “วัยเก๋า” ทั้งที มันก็ต้องตามโลก ตามเทคโนโลยีให้ทัน ที่สำคัญ สุขภาพต้องดี ฉลาด และไม่ตกเป็นเหยื่อคนอื่นในยุคดิจิทัลด้วย


โดย : สิรวุฒิ รวีไชยวัฒน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

4 × two =