LifeStyle

‘ฮ่องเต้ซินโดรม’ ถึงจะรักแต่อย่าหักโหม

‘ฮ่องเต้ซินโดรม’ ถึงจะรักแต่อย่าหักโหม

ล้วงลึก ‘ฮ่องเต้ซินโดรม’ ภาวะของเด็กถูกตามใจที่ ‘ไม่ดีต่อใจ’

ภายใต้วาทกรรมวันนั้น กำลังตอกย้ำสภาพสังคมวันนี้ ที่ประเทศไทยกำลังมีอนาคตของชาติอันแสนเปราะบาง รับมือกับปัญหาและความยากลำบากไม่ได้ จนเชื่อกันว่าเด็กหลายคนต้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเพราะรับมือกับแรงเสียดทานไม่ไหว บางคนลุกลามสู่พฤติกรรมก้าวร้าวไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ซึ่งชนวนเหตุของปัญหาดังกล่าวก็มาจากการเลี้ยงดู ‘ดีเกินไป’ จนเกิดภาวะที่เรียกกันว่า ‘ฮ่องเต้ซินโดรม’

  • รักเกินรักมักทำลาย

ไม่ว่าจะเรียกว่า ‘ฮ่องเต้ซินโดรม’ หรือ ‘สตรอว์เบอร์รี่เจเนอเรชั่น’ ก็ล้วนหมายถึงภาวะของเด็กที่ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ ไม่เคยให้พบเจอความยากลำบากหรือความผิดหวัง แต่ในทางจิตวิทยาเหล่านี้เรียกว่า Overindulgence หรือ Overprotection แปลง่ายๆ คือ การเลี้ยงดูเด็กอย่างตามใจนั่นเอง

สำหรับสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ปัจจุบันเกิดภาวะดังกล่าวอย่างแพร่หลาย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี หรือ ‘หมอเดว’ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น อธิบายว่ามีอยู่ด้วยกันหลายข้อ เช่น ค่านิยมการมีลูกน้อยลง, การมีลูกช้าทำให้พ่อแม่มีอายุมากขึ้น เป็นต้น

หมอเดวเคยเปิดประเด็นนี้ว่าเนื่องจากปัจจุบันคนมีลูกน้อยลง และพ่อแม่ส่วนมากอายุเยอะ หลายบ้านพ่อแม่ออกไปทำมาหากิน ปล่อยให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงหลาน สภาวการณ์แบบนี้บวกกับอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องใหม่ คือ คุณสมบัติของเด็กเจเนอเรชั่นอัลฟ่า (Generation Alpha) ที่เป็นคนที่เกิดตั้งแต่ พ.ศ.2553 เป็นต้นไป เกิดจากพ่อแม่ที่มีอายุมาก มีลูกน้อย มีเงินทองที่ไม่ต้องดิ้นรนมากนัก จับอุปกรณ์ดิจิทัล สัมผัสเทคโนโลยีตั้งแต่เกิด อยู่กับสังคมทุนนิยม มีแนวโน้มเป็นคนวัตถุนิยม เบื่อง่ายและความอดทนต่ำ นิยมความรวดเร็วทันใจ จึงมองหาสูตรความสำเร็จที่จะทำให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย

“ที่ใช้คำว่าฮ่องเต้ซินโดรมพูดง่ายๆ คือเลี้ยงอย่างกับไข่ในหิน เลี้ยงอย่างกับเจ้าชายเจ้าหญิง ความจริงแล้วไม่ได้มีแค่บางบ้านที่เป็นแบบนั้นนะ สภาวการณ์ในบ้านเราผมอยากใช้คำว่า ชนชั้นกลางที่พอจะมีกินและชนชั้นบนเกือบทั้งหมดเลี้ยงลูกแบบไข่ในหินเยอะมาก

ผมเองเคยทำคลิปเลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดี แค่เช็ด ปัดกวาด ถูบ้าน ล้างจาน โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงเรียนดังด้วยซ้ำไป กลับไม่มีผู้ปกครองสักคนยกมือว่าลูกของเขาได้มีโอกาสเช็ด ปัดกวาด ถูบ้าน ล้างจานเอง จะเห็นเลยว่านี่คือพื้นฐานของความยากลำบาก พื้นฐานของการทำงานร่วมกันเลยนะ…แต่ไม่มี ในทางการแพทย์เรียกว่า ‘เลี้ยงลูกแบบสำลักความรัก’ ประคบประหงมจนเกินไป จนเด็กไม่สามารถทนต่อความยากลำบากใดๆ ได้เลย”

กับคำว่า ‘ยากลำบาก’ สำหรับบางคนอาจสงสัยว่าจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องให้เด็กเผชิญความยากลำบาก กุมารแพทย์คนนี้อธิบายว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เด็กเรียนรู้ความยากลำบากผ่านการทำงานบ้าน การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เพราะไม่มีใครปรนเปรอได้ตลอดชีวิต และในชีวิตจริงต้องเจอปัญหาและอุปสรรคมากมาย ซึ่งการเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจะสร้างคนที่แข็งแกร่งและมีคุณภาพ

“สมัยก่อนเรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเลย เพราะวิถีชีวิตทำให้เขาเป็นแบบนั้น เวลาจะไปโรงเรียนก็ต้องเดินไปเป็นกิโล เวลารออะไรก็ต้องอดทน วิธีการสื่อสารไม่ได้รวดเร็วขนาดนี้ เราไม่มีไลน์ ไม่สามารถส่งข้อมูลข้ามประเทศได้ทันที แถมยังรู้ด้วยว่าเขาอ่านแล้ว อ่านแล้วเรายังทวงถามอีกว่าทำไมไม่ตอบ เรื่องอย่างนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นในคนสมัยก่อน วิถีชีวิตทำให้กลายเป็นการดำเนินชีวิตแบบรวดเร็ว และทำให้พร่องคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไปเลย”

  • สังคมเมืองใหญ่กับไข่ในหิน

หมอเดวบอกว่ามีสมมติฐานหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับฮ่องเต้ซินโดรม คือ เด็กที่อยู่ในครอบครัวยากจนหรือมีความเป็นอยู่ยากลำบาก พ่อแม่มีการศึกษาน้อย หรือมีปัญหาพ่อแม่หย่าร้าง เด็กเหล่านี้มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อยาเสพติด เสี่ยงต่อความรุนแรง เสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งพบว่าสมมติฐานดังกล่าวยังเป็นจริง และมีความเสี่ยงมากถึง 1-2 เท่า

แต่ข้อมูลใหม่ที่พบคือครอบครัวที่มั่งคั่ง มีอันจะกิน มีการศึกษาสูง แต่เลี้ยงลูกด้วยทุนชีวิตต่ำ (ทุนชีวิตคือทักษะรู้คิด+จิตสำนึก) พฤติกรรมเสี่ยงจะมีมากกว่ากลุ่มแรก 3-10 เท่าตัว!

“นอกจากนี้เรายังพบสภาวะของชนชั้นกลาง หรือเรียกว่า Middle class family เป็นแบบนี้อย่างน้อย 40-50 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนครอบครัวทั้งหมดในประเทศไทยซึ่งมีทั้งหมด 20 ล้านครอบครัว อยู่ในชนชั้นกลางไม่ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจึงมีเป็นล้านครอบครัวเลยที่เลี้ยงลูกประคบประหงมเต็มที่ ไม่เจอความยากลำบาก ไม่สามารถทนต่อปัญหาเหล่านี้ได้ บวกกับระบบการศึกษาของเราเป็นแบบแพ้คัดออก เพราะฉะนั้นพ่อแม่ส่วนมากจะเน้นไปที่วิชาที่เรียน งานบ้านไม่ต้องทำแล้ว ไม่ให้เสียเวลาแต่ไปมุ่งเน้นกับเกรดดีกว่า ซึ่งอันนี้คือกลุ่มที่เรียนพอได้นะ แต่กลุ่มที่เรียนไม่ได้ก็กลายเป็นตกเกรด ไม่ทนต่อความยากลำบาก แล้วก็ขอรวยทางลัดแทน สภาวการณ์แบบนี้ผมเรียกว่าน่าเป็นห่วงครับ”

นั่นอาจหมายความได้ว่า บริบทของสังคมเมืองเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะฮ่องเต้ซินโดรมได้มากกว่าสังคมชนบท ซึ่งตรงกับที่กุมารแพทย์คนนี้บอกว่าเมื่อเด็กต้องต่อสู้ร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครอง เด็กย่อมไม่เกิดภาวะฮ่องเต้ซินโดรม เพราะผู้ปกครองจะไม่มีเวลามาประคบประหงมหรือมานั่งดูแล

คุณครูคนหนึ่งของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ด้วยบริบทสังคมและวิถีชีวิตของครอบครัวต่างจังหวัดทำให้ยังแทบจะไม่พบเด็กนักเรียน (ในโรงเรียนนี้) ที่มีลักษณะแบบฮ่องเต้ซินโดรม ส่วนมากเป็นเด็กธรรมดา สมวัย และเด็กหลายคนต้องดิ้นรนเพราะความเป็นอยู่ไม่ดีนัก

“มีเด็กบางคนต้องช่วยที่บ้านทำมาหากิน มีคนหนึ่งตอนกลางคืนไปเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านหมูกระทะ ช่วงเช้าไปร้อยมาลัยขายที่ตลาด แต่เป็นเด็กดี เรียนดี เวลามาโรงเรียนก็ขี่จักรยานมา บ้านเขาอยู่หน้าโรงพยาบาลห่างจากโรงเรียนเป็นกิโล

ครูคิดว่าการที่เด็กต้องต่อสู้ ต้องดิ้นรน ทำให้เด็กคนนี้แข็งแรง แข็งแกร่ง เด็กคนนี้เขามีความฝัน เขาอยากเป็นอัยการ แต่สังคมมันโหดร้ายนะสำหรับเขา เขาก็ต้องถีบตัวเองขึ้นมายืนในจุดที่ดี เพราะเขาเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็นได้ ตรงกันข้ามกับเด็กอีกคนที่ทั้งหนีเรียนทั้งสอบตก แล้วแม่มาบอกครูว่าที่เขาหนีเรียนเพราะตามเพื่อน เราเลยย้อนถามไปว่าเด็กอีกคนก็บอกว่าหนีเรียนตามลูกของคุณแม่ สรุปใครพาใครหนีเรียนคะ ซึ่งทุกวันนี้เด็กคนนี้ก็ยังไม่ผ่าน แม่ก็ปกป้องลูก โทษเพื่อนลูก ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาไม่เคยทำผิด พอเจอแบบนี้ครูรู้สึกว่าพ่อแม่เข้าข้างลูกจนเกินไป ไม่สอนลูกว่าอะไรผิดอะไรถูก เรียกว่าตามใจจนเสียคนเลยค่ะ”

ทว่าข้อสังเกตหนึ่งซึ่งย้อนแย้งกับที่หลายคนคิดว่า ภาวะนี้ต้องเกิดกับครอบครัวที่ร่ำรวย กลายเป็นว่า ‘ปัจจุบันเจอในครอบครัวชนชั้นกลางมากที่สุด’ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกคนเดียว จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า Total Fertility Rates (TFR) หรืออัตราการมีบุตรของครอบครัวในประเทศไทยเพียงครอบครัวละ 1.6-1.7 คน เมื่อมีลูกน้อยลงพ่อแม่จึงทุ่มเทให้ลูกอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะทุ่มเงินและวัตถุ แต่ขาดเวลาการเอาใจใส่

“การเป็นฮ่องเต้ซินโดรมไม่ได้หมายถึงแค่เลี้ยงโดยประคบประหงมด้วยวัตถุนิยมเท่านั้น แต่เป็นการเลี้ยงโดยปกป้องจนเกินเหตุ นอกเหนือจากเงินและวัตถุ เทคนิคการเลี้ยงลูกก็มีความหมาย ยกตัวอย่างเช่น เลี้ยงลูกแบบโอ๋สุดขีด ต่อให้เป็นครอบครัวที่ไม่ได้รวยแต่ตามปกป้องแบบโอ๋สุดขีด คนอื่นผิดหมดแต่ไม่ใช่ลูกฉันผิด สภาวการณ์แบบนี้อาจเจอในชนชั้นกลางซึ่งไม่ได้รวยครับ คือเราอย่าเพิ่งโทษความรวยความจน มันอยู่ที่กระบวนการเลี้ยงลูก ต้องยอมรับนะว่าแม้กระทั่งชนชั้นกลางปัจจุบันนี้เอง เวลาที่มีให้ลูกก็มีน้อยลง เมื่อมีเวลาน้อยก็ปรนเปรอเต็มที่ ก็เลยกลายเป็นจุดพลาดที่กระบวนการเลี้ยงลูก“ หมอเดวกล่าว

ในประเด็นกระบวนการเลี้ยงลูก เขาได้อธิบายเป็น 9 ข้อ ของการเลี้ยงลูกแบบสำลักความรักซึ่งเป็นสาเหตุเดียวกันกับการเกิดภาวะฮ่องเต้ซินโดรม ได้แก่ 1.คุ้มครองปกป้องลูกมากเกินไป ส่งผลให้เด็กขาดความมั่นใจ ตัดสินใจไม่เป็น ขาดภาวะผู้นำ หรือกร่าง, 2.บริโภคนิยม เลี้ยงให้อ้วน เด็กเอาแต่ใจ เกิดในครอบครัวฟุ้งเฟ้อ, 3.เลี้ยงแบบอวดรวย ขาดความผูกพัน พบในหลายครอบครัว เด็กไม่รักถิ่นฐานของตัวเอง,

4.เลี้ยงแบบประคบประหงม เกิดในครอบครัวย้ำคิดย้ำทำ ต้องรักษาพ่อแม่ที่วิตกกังวลกับลูกมากเกินไป, 5.เลี้ยงแบบเร่งรัดบังคับ สนับสนุนมากเกินไป, 6.เลี้ยงแบบสำลักความรัก ตามใจ เด็กขาดความคิดสร้างสรรค์, 7.ใกล้ชิดมากเกินไป ขาดพื้นที่ส่วนตัว, 8.ครอบครัวหวาดระแวง ไม่อยากให้ลูกออกสู่สังคมภายนอก บางครอบครัวยอมให้ลูกติดเกมเพื่อให้ลูกอยู่ในบ้าน ทำให้เด็กขาดความมั่นใจ และ 9.ให้อิสรเสรีมากเกินไป เด็กไม่รู้ถูกผิดอยู่ร่วมกับสังคมไม่ได้ บางคนกลายเป็นขโมยทั้งที่มีฐานะดี

  • รักลูกให้ถูกทาง

จะเห็นได้ว่าภาวะฮ่องเต้ซินโดรมไม่ได้เกิดจากเด็กโดยตรง แต่ผู้ปกครองต่างหากที่เป็นผู้ชี้ชะตาว่าลูกจะเป็นฮ่องเต้ที่ยอดแย่หรือเป็นสามัญชนที่ยอดเยี่ยม เมื่อรู้ต้นตอปัญหาแล้วผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่นแนะนำว่าต้องเริ่มปรับทัศนคติของคนทั้งครอบครัวก่อน

“ถ้าอยากแก้ไข ทุกคนต้องไปในทิศทางเดียวกัน พูดง่ายๆ หน้าที่ของพ่อแม่คือต้องให้ลูกเจอปัญหาและอุปสรรคบ้าง แล้วเชียร์เขาให้ชนะอุปสรรค คอยดูอยู่ห่างๆ ไม่ใช่เข้าไปครอบงำ แล้วบ้านทั้งบ้านต้องมีวินัยแบบเดียวกัน ไม่ใช่คนหนึ่งเลี้ยงแบบใจดี อีกคนเลี้ยงแบบเข้มข้น”

เมื่อตกลงปลงใจกันได้แล้วว่าจะไม่สร้างฮ่องเต้เพิ่มให้แก่สังคม (สำหรับคนเพิ่งมีลูก) หรือตั้งใจจะเปลี่ยนลูกเทวดาให้เป็นคนธรรมดาที่มีคุณภาพ หมอเดวฝากว่า ประการแรก พ่อแม่ต้องรักแบบเดินสายกลาง ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ใช่ให้เสวยสุขอย่างเดียว เริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ เช่น ให้ลูกปัดกวาด ถูบ้าน ซักผ้า ล้างจาน เป็นพื้นฐานที่เด็กจะร่วมทำงานไปกับผู้ปกครองได้

ต่อมาคือต้องมีการสื่อสารที่ดีต่อกัน รู้จักสะท้อนความรู้สึกเพื่อให้เด็กรู้จักจัดการอารมณ์ของตัวเองได้

นอกจากนี้ บ้านต้องมีวินัย เพราะถ้าหากบ้านไม่มีวินัย ไม่มีกฎกติกาบ้าง ทว่าต้องเป็นกติกาเดียวกัน วินัยเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่บังคับใช้กับลูกอย่างเดียวประหนึ่งลูกเป็นนักโทษ แต่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเป็นทั้งผู้ใช้กติกาและอยู่ภายใต้กติกานั้นด้วย

ถัดมาคือ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องควบคุมและจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ และสุดท้ายต้องเปิดพื้นที่ให้เด็กเรียนรู้และเจอปัญหา อุปสรรค แล้วรู้จักแก้ปัญหาและอุปสรรคนั้นโดยที่ผู้ใหญ่คอยสนับสนุนส่งเสริมผ่านกิจกรรม ไม่ใช่ผ่านวิชาหรือตำราเรียน

  คงไม่มีพ่อแม่คนใดอยากให้ลูกตัวเองต้องกลายเป็นฮ่องเต้ประจำบ้านแต่น่ารังเกียจสำหรับคนอื่นหรือสร้างปัญหาให้สังคมหรอก…จริงไหม

โดย : ปริญญา ชาวสมุน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

2 × 1 =