‘เจาะเทรนด์โลก 2022’ ทุกธุรกิจต้องรู้! ลูกค้าแต่ละ Generation ต้องการอะไร?

'เจาะเทรนด์โลก 2022' ทุกธุรกิจต้องรู้! ลูกค้าแต่ละ Generation ต้องการอะไร?

ในโลกของการทำธุรกิจ หนึ่งในปัจยสำคัญคือเราต้องรู้ว่า “ลูกค้า” ของเราคือใคร ยิ่งเข้าใจชีวิต
ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของลูกค้าดีเท่าไร ยิ่งช่วยให้แบรนด์ได้เปรียบในการทำธุรกิจมากขึ้น

แต่ถ้าลูกค้าเรามีหลากหลายไปหมด เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาต้องการอะไรบ้าง?

การศึกษาผู้บริโภคจาก Generation (เช่น เบบี้บูมเมอร์ เจน X และเจน Z เป็นต้น) จะช่วยให้เรา
เข้าใจได้ดีกว่าเดิมว่าลูกค้ามีความสนใจแบบไหนและต้องการอะไร แม้จะมาจากหลากหลายท้อง
ถิ่น แต่ถ้าเกิดในช่วงวัยเดียวกัน อย่างน้อยก็ต้องมีความเหมือนกันบางอย่างที่ช่วยให้แบรนด์กำหนด
ทิศทางได้

ในรายงาน ‘เจาะเทรนด์โลก 2022’ โดย TCDC ได้มีการสรุปสถิติและการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ
ของคนแต่ละเจเนอเรชั่นไว้ดังนี้ เรามาดูกันดีกว่าว่าตั้งแต่รุ่นเบบี้บูมเมอร์ ไปจนถึงเจนอัลฟามีความ
แตกต่างอะไรบ้าง

1) เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) หรือคนที่เกิดในปี 1946-1964

การแพร่ระบาตของโควิด-19 เป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับคนทุกวัย แต่อาจจะมากเป็นพิเศษสำหรับคน
สูงวัย ผลวิจัยจากบริษัท Morning Consult พบว่ากว่า 60% ของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ “รับประทาน
อาหารนอกบ้านน้อยลง” และ “ท่องเที่ยวน้อยลง” กว่าเจเนอเรชันอื่นๆ เพราะความกังวลเรื่องสุขภาพ อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้ยังให้ความสนใจกับเรื่องเดิมๆ เช่นการรักษาสุขภาพ การใช้เวลาอยู่กับคนในครอบครัว และการใช้เวลาอยู่บ้าน

การสำรวจของ NRF พบว่าคนวัยนี้กว่า 47% ใช่โซเซียลมีเดียมากขึ้น เพื่อลดความโดดเดี่ยวและ
เพื่อติดต่อกับครอบครั่ว โดยมีสถิติการใช้เฟซบุ๊กสูงถึง 75 % และการใช่อินสตาแกรมก็เพิ่มขึ้นเช่น
เดียวกัน

ในอดีตเราอาจคิดกันว่า ไม่จำเป็นต้องทำการตลาดออนไลน์ก็ได้ หากลูกค้าของเราคือกลุ่มคนอายุ
เยอะ เพราะพวกเขาใช้อินเทอร์เน็ตไม่เก่ง แต่ปัจจุบันการทำการตลาดออนไลน์กับคนวัยนี้เป็นที่พูด
ถึงกันมากขึ้น เพราะคนสูงวัยเหล่านี้ท่องอินเทอร์เน็ตเก่งขึ้น ตามกระแสได้เร็วกว่าเดิม อายุยืนยาวขึ้น
แถมมีกำลังซื้ออีกด้วย!

เพราะความก้าวหน้าทางการแพทย์ มนุษย์เราจึงมีชีวิตยืนยาวกว่าในอดีต ส่งผลให้ “สังคมผู้สูงอายุ”
(Aging Society) ในปัจจุบันเพิ่มขึ้นทั่วทุกมุมโลก ที่สำคัญคนเหล่านี้ยังเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อมาก
ยกตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ถือครองทรัพย์สินมากกว่า 70% จากทั้งหมด
ของประชากร นอกจากนั้น ในรายงานของ VISA ในทศวรรษที่ผ่านมายังพบว่า คนสูงอายุซื้อของ
ออนไลน์มากขึ้น และใช้จ่ายเยอะไม่แพ้คนวัยอื่นๆ แถมยังเกษียณช้าลง

ในต่างประเทศจึงเริ่มมีเทรนด์การสร้างแอปพลิเคชั่นเพื่อคนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะ เช่น แบรนด์สตาร์ตอัป
ในไมอามีที่ชื่อ “Papa” จัดทำขึ้นเพื่อให้บริการจับคู่ระหว่างผู้สูงอายุกับเพื่อนรุ่นหลาน เพื่อเป็น
เพื่อนช่วยเหลือกันในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การซื้อของ หรือการไปโรงพยาบาล บางแอปพลิเคชัน
ก็หันมาเพิ่มฟังก์ชัน ที่อำนวยความสะดวกให้คนวัยนี้เช่นกัน เช่น แอปฯ ส่งอาหาร DoorDash ที่มี
บริการส่งฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อผู้สูงอายุ

2) เจเนอเรชั่นเอกซ์ (Gen X) หรือคนที่เกิดในปี 1965-1980

รายงานของ CDC ระบว่าชาวเจเนอเรชันเอกซ์สนใจเรื่องการควบคุมค่าใช้ง่าย ดั่งนั้นหากธุรกิจคุณ
มี “ของสมนาคุณ” หรือ “บัตรสะสมแต้ม” จะถูกใจคนกลุ่มนี้เป็นพิเศษเพราะพวกเขาชอบความคุ้ม
ค่า

ในสถานการณ์โรคระบาด คนวัยนี้มีความกังวลสูงกว่าคนวัยอื่น เพราะต้องกังวลทั้งสุขภาพตัวเอง
สุขภาพของพ่อแม่วัยเบบี้บูมเมอร์ และของลูกเล็กจากเจเนอเรชั่นซี ไหนจะเรื่องการงานของตัวเอง
ค่าใช้จ่าย และความสัมพันธ์อีก รายงานของ KPMG รายงานว่า 75% ของคนรุ่นนี้กังวลเรื่องความ
สำเร็จของลูก 42 % เครียดเรื่องงาน และอีก 40 % เหนื่อยล้ากับการพัฒนาตนเอง

แม้จะชอบซื้อสินค้าราคาพิเศษและดีลดีๆ เป็นนิสัย แต่ชาวเจนนี้ก็มีการซื้อของให้ตัวเองตามอำเภอ
ใจหรือที่เราเรียกกันว่า “Retail Therapy” เช่นกัน รายงานจาก Digital Media Solutions พบว่าเจน
เอกซ์ใช้จ่ายไปกับการช็อปมากที่สุดในช่วงโควิดและหลั่งสถานการณ์คลี่คลาย มีจำนวนไม่น้อยที่
เลือกตัวเลือก “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” ด้วย (Buy Now Pay Later) เท่านั้นยังไม่พอ ผลการศึกษายังพบ
อีกว่าคนเจนเอกซ์มี Brand Loyalty สูงกว่าเจนอื่นๆ ด้วย เรียกได้ว่าถ้าแบรนด์ไหนถูกใจแล้วคงไม่มี
เปลี่ยนใจไปอุดหนนแบรนด์อื่นง่ายๆ

ช่องทางที่คนวัยนี้นิยมใช้คือ Facebook และ Youtube (81% และ 718) ส่วนผลิตภัณฑ์ที่สนใจคือ
“อาหารเสริม” รายงานจาก International Foundation of Integrated Care พบว่าคนเจเนอเรชันนี้
ที่อายุ 45 ปีขึ้นไป สนใจอาหารเสริมอย่างมากโดยเฉพาะวิตามิน A และแคลเซียม

3) มิลเลนเนียลส์ (Millennials) หรือคนที่เกิดในปี 1981- 1996

ในรายงานกล่าวว่า คนเจนนี้เป็นเจนแห่งการต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลง เพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการ
และเพื่อขับเคลื่อนสังคม เป็นเจนที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แถมยังปรับตัวเข้ากับสถานการณ์เก่ง

73% ของคนเจนนี้ติดโซเชียลมีเดีย หว่าก็ยังเกิดความโดดเดี่ยวไม่แพ้เจนอื่นๆ เราจึงเห็นเจนนี้ใช้
กิจกรรมวันหยุดโดยการออกไปคาเฟ่ ดำน้ำ หรือตั้งแคมป์ ที่น่าสนใจคือ 77% ยังสนใจเรื่องเครื่อง
ดื่มใหม่ๆ เป็นพิเศษอีกด้วย ดั่งนั้นธุรกิจร้านกาแฟหรือร้านชานมไข่มุกควรให้ความสนใจเจนนี้เป็น
พิเศษ

เจนนี้ยังมีความเครียดสะสม ความวิตกกังวล ความเหงา และอาการเบิร์นเอาท์สูง เป็นเพราะอยู่ใน
ช่วงอายุที่ต้องมีความรับผิดชอบหลายๆ ด้าน ประกอบกับผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาด ดังนั้นเจ
นมิลเลนเนียลจึงสนใจเรื่องสุขภาพจิตและสุขภาพกายกันมาก ช่องทางที่จะช่วยผ่อนคลายและช่วย
รักษา Work-Life Balance จึงเป็นที่สนใจของคนเจนนี้ ตัวอย่างเช่น วิดีโอเสียง AS MR ช่วยคลาย
เครียด อาหารคลีน หรือคอร์สฟิตเนสออนไลน์

ชาวมินเลนเนียลมักจะรู้สึกเฉยๆ กับการตลาดแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม พวกเขาจะสนใจเป็นพิเศษ
หากสินค้าหรือบริการถูกรีวิว เพราะคนเจนนี้มักจะตัดสินใจจากรีวิว จากรูปในอินสตาแกรม หรือคำ
แนะนำจากเพื่อน การศึกษาพบว่ากว่า 68% ของชาวมิลเลนเนียลจะไม่ตัดสินใจซื้อจนกว่าจะได้
ปรึกษาเพื่อนหรือคนที่ไว้ใจเสียก่อน

4) เจเนอเรชั่นซี (Gen 2) หรือคนที่เกิดในปี 1997-2012

เจเนอเรชั่นนี้เติบโตท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เป็นเจเนอ
เรชันที่ไม่เพียงแต่แสดงความเห็น วิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังลงมือทำจริงๆ อีกด้วย

เพราะเติบโตมากับโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นมีม ศัพท์ใหม่ๆ หรือเรื่องราวที่เป็นไวร้ลอยู่ เจนนี้ตาม
ทันเกือบหมดทุกอย่าง แถมยังมีความคิดสร้างสรรค์และความช่ำชองในการใช้สื่อพอๆ กับเจนมิล
เลนเนียลอีกด้วย แต่ต่างกันที่เจนซีมีแนวโน้มในการเปิดใจรับเนื้อหาใหม่ๆ ได้ง่ายกว่า และด้วยแนว
โน้มในการเปิดใจนี้เอง การนำเสนอสินค้าหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เจนซีมักจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ทดลอง
และออกมารีวิว

หนึ่งช่องทางที่เป็นที่นิยมของคนวัยนี้คือ Youtube โดยเฉพาะช่องสตรีมมิงเกมและการไลฟ์ขาย
ของ ซึ่งพวกเขาไม่เพียงแต่เสพย์สื่ออย่างเดียวแต่ยังลงมือทำเองด้วย

เจนนี้ยังให้ความสนใจกับแบรนด์ที่รักสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความ
หลากหลาย ความเท่าเทียมทางเพศ เจนนี้จะสนับสนุนเป็นพิเศษ ส่วนแบรนด์ที่ละเลยเรื่องพวกนี้
อาจมีสิทธิถูกคว่ำบาตรได้

‘สุนทรียะ’ (Aesthetics) หรือภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการ เป็นสิ่งที่ชาวเจนซีให้ความสำคัญ
อย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนวัยนี้ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเลยก็ว่าได้ ซึ่งตรงข้าม
กับคนอายุมากที่มักจะเน้นความคุ้มค่าหรือการใช้งานเป็นหลัก

5) เจเนอเรชั่นอัลฟา (Alpha) หรือคนที่เกิดปี 2012-2024

เด็กเจนนี้เกิดมาพร้อมกับทัชสกรีนและโซเชียลมีเดีย งานวิจัยพบว่าในประเทศจีน เด็กว้ยนี้ใช้เวลา
เฉลียถึง 4 ชั่วโมง 36 นาทีในการใช้สมาร์ตโฟน ผลที่ตามมาคือพวกเขาเข้าถึงไลฟ์สไตล์และแฟ
ชันแบบผู้ใหญ่เลย สินค้าและบริการที่พวกเขาเห็นบนโ ลกออนไลน์นั้น แม้ส่วนใหญ่จะยังไม่มีกำลัง
ในการซื้อเอง แต่ความเห็นของพวกเขาก็ส่งผลต่อการตัดสินใจของพ่อแม่อย่างมาก

รายงานของ 2020 Children Economy Insights ระบุไว้ว่าการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้ปกครองนั้น
คำนึงความต้องการของลูกเจนอัลฟาเป็นปัจจัยหลักด้วย

เพราะเติบโตมากับโลกเทคโนโลยี เด็กเจนนี้จึงเรียนรู้การใช้งานแพลตฟอร์มต่างๆ ได้รวดเร็วและ
ไม่ต้องพึ่งผู้ปกครอง อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ควรจะมีคนคอยสอดส่องด้วย ผู้ผลิตหลายบริษัท
ตระหนักถึงเรื่องนี้ดี เราจึงเห็นว่าหลายแอปฯ นิยมออกโหมด ‘สำหรับเด็ก’ เพื่อให้ผู้ปกครอง
สบายใจและไม่ต้องคอยกังวลเวลาลูกๆ ท่องโลกอินเทอร์เน็ต

แม้หลายคนจะมองว่าผู้บริโภควัยนี้ยังเด็กเกินกว่าจะมีข้อมูลแน่ชัด แต่ Mark McCrindle นักวิจัย
ทางด้านสังคมศาสตร์ แย้งว่าเราสามารถคาดเดาเทรนด์ของเจนนี้ได้จากคนเจนก่อน ซึ่งก็คือ เจนซี
และมิลเลนเนียล

อ้างอิง
รายงานเจาะเทรนด์โลก TCDC ฉบับเต็ม 680 หน้า ดาวน์โหลดฟรี https://bit.ly/Trend2022

โดย: Tanyaporn Thasak ที่มา: https://today.line.me/th/v2/article/nXX9z0x

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

two × four =