LifeStyle

เร่งสร้างจิตสำนึกที่ดีให้ลูกท่ามกลางสังคมป่วย

เร่งสร้างจิตสำนึกที่ดีให้ลูกท่ามกลางสังคมป่วย

ช่วงนี้ได้ยินคำว่า “จิตสำนึก” บ่อยมากจริงๆ อาจจะเป็นเพราะมันหายาก หรือหายไปกระมัง จึงต้องมีการทวงถามถึงกันหนักหน่วง! ต้องยอมรับว่า ช่วงที่ผ่านมา เราได้พบเห็นข่าวคราวที่สร้างความสับสนเรื่องจิตสำนึกที่ดีเป็นอย่างมาก เรียกว่าไล่เรียงข่าวแทบจะรายวันรายข่าวกันเลยทีเดียว และแต่ละข่าวก็สร้างความกังขาเรื่องจิตสำนึกทั้งนั้น 

 

 

ข่าวลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท ที่มีการแย่งความเป็นเจ้าของ ซึ่งต้องมีใครคนหนึ่งที่กุเรื่องขึ้นมา คำถามที่น่าตกใจมากคืออะไรทำให้คิดกุเรื่องขึ้นมาเป็นตุเป็นตะได้เช่นนี้ แม้อยากได้เงินของคนอื่นขนาดไหน แต่กล้าลุกขึ้นมาโกหกหน้าด้านๆ แบบรู้อยู่แก่ใจ ซึ่งต้องผ่านด่านจิตสำนึกของตัวเองเสียก่อน แล้วยังต้องไปจัดการเกลี้ยกล่อมให้คนอื่นไร้จิตสำนึกที่ดีไปด้วย 

หรือแม้แต่เรื่องที่เจ้าสัวใหญ่เข้าไปล่าสัตว์ป่าที่ทุ่งใหญ่นเรศวร ทำราวกับเป็นงานอดิเรก สร้างความโกรธแค้นชิงชังให้กับผู้คนในสังคม เพราะคิดไม่ถึงว่าจะกล้าทำเรื่องไร้จิตสำนึกอย่างร้ายกาจเยี่ยงนี้ 

ล่าสุดกรณีจอดรถขวางหน้าบ้านที่กลายเป็นข่าวใหญ่โต ก็มาจากเรื่องจิตสำนึกที่หากทุกคนมี ก็จะไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ 

จิตสำนึกคืออะไร ? 

จิตสำนึก คือ จิตที่รับรู้จากประสบการณ์จริงขณะตื่น ผ่านระบบประสาทสัมผัสทั้ง 5 จิตสำนึกจะรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักใช้เหตุผล รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ อะไรดีไม่ดี 

ส่วนจิตสำนึกจะดีหรือไม่ดี ก็ต้องมาจากจิตใต้สำนึกด้วย 

จิตใต้สำนึก คือสิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตมานาน จิตใต้สำนึกมีพลังอำนาจเหนือจิตสำนึกหลายเท่า เป็นแหล่งเก็บข้อมูลความทรงจำและประสบการณ์ทุกด้านที่ได้เห็น ได้ยิน ได้พูด ได้ทำบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึก

ทุกนาที ทุกชั่วโมง ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี จนกว่าจะเสียชีวิต และจิตใต้สำนึกนี้เองทำให้คนเราทุกคนมีพื้นฐานอุปนิสัย จริต พฤติกรรมที่ดีหรือไม่ดีแตกต่างจากคนอื่นตามประสบการณ์ที่สั่งสมมาด้วย 

เพราะฉะนั้น ถ้าตอนเราเป็นเด็กมีจิตใต้สำนึกที่ดี มีความทรงจำและประสบการณ์ที่ดี ก็จะหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตสำนึกที่ดี

การปลูกฝังจิตใต้สำนึกให้เด็กเป็นเด็กดีมีองค์ประกอบหลายอย่าง ได้แก่ ความรัก การกระทำ คำพูด สิ่งแวดล้อม ฯลฯ 

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแบบอย่าง 

การเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นสิ่งจำเป็นมาก ถ้าพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี จิตใต้สำนึกของลูกจะเปิดกว้างขณะอยู่กับพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่คิดดี ทำดี ลูกก็จะคิดดี ทำดีตาม การปลูกฝังจิตใต้สำนึกที่ได้ผล จะต้องเกิดขึ้นจากการกระทำและคำพูดของพ่อแม่ให้ลูกได้เห็นและได้ยินอย่างสม่ำเสมอถึงจะได้ผล รวมไปถึงการกระทำก็ต้องสอดคล้องกับการพูด เพราะพูดอย่างเดียวไม่เกิดผลดีเท่าเมื่อพูดแล้วก็ลงมือกระทำดีให้ลูกเห็นด้วย และถ้าหมั่นพาลูกไปทำกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ดี ที่เกิดประโยชน์และสอดแทรกเรื่องคุณธรรม จริยธรรมด้วย จะช่วยฝึกให้เด็กรู้จักควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ตนเอง ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน โตขึ้นก็จะมีความสุข และสามารถส่งต่อความสุขไปสู่สังคมได้ด้วยจิตสำนึกที่ดี 

อย่างไรก็ตาม แม้ในระดับครอบครัวจะพยายามส่งเสริมและปลูกฝังแบบอย่างที่ดี แต่คำถามคือ แล้วแบบอย่างที่เด็กและเยาวชนเห็นอยู่ทุกวี่วันผ่านสื่ออยู่นี่ล่ะ! 

สิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อเด็กและเยาวชน เพราะดูเหมือนเด็กและเยาวชนยุคนี้จะหาแบบอย่างที่ดีในสังคมยากขึ้นทุกขณะ 

ใช่หรือไม่ คำว่า “ดี” ในยุคสมัยปัจจุบัน มันช่างอรรถาธิบายยากขึ้นกว่าในอดีตมากมายเหลือเกิน เช่นเดียวกับ คำว่า “โกง” ก็ดูเหมือนต้องอรรถาธิบายกันให้กระจ่างยากขึ้นเช่นกัน 

เนื่องเพราะเดี๋ยวนี้ ค่านิยม วิธีคิดของผู้คนที่มุ่งเน้นไปสู่เป้าหมายโดยไม่สนใจวิธีการ ว่าเป็นการเอาเปรียบผู้อื่น ลิดรอนสิทธิผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรือโกงผู้อื่น ขอเพียงให้ตนเองไปสู่เป้าหมายเท่านั้นเป็นพอ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนเห็นแก่ตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ 

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องมองปัญหาภาพรวมและรอบด้าน แต่ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้ด้วย เพราะแม้แต่ผู้บริหารของภาครัฐเองก็กระทำสิ่งที่ขาดจิตสำนึกที่ดีด้วยมิใช่หรือ! 

ฉะนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนเป็นพ่อแม่ไม่ควรปล่อยผ่าน ต้องเริ่มวาลูกหลานรากฐานให้ลูกหลานของเราด้วย 

หนึ่ง – สอนให้ลูกแยกแยะเป็น 

แยกแยะระหว่างความดีความชั่ว ระหว่างถูกผิด ระหว่างสิ่งที่เหมาะและไม่เหมาะ สามารถปลูกฝังได้ในชีวิตประจำวันตั้งแต่วัยเด็กเล็กก็สามารถทำได้ พอเข้าสู่รั้วโรงเรียน ลูกเริ่มมีสังคม การสอนเรื่องนี้ต้องละเอียด ใส่ใจและสังเกตมากขึ้น ยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวให้ลูกได้คิดบ้าง ถ้าลูกเอาของเพื่อนกลับมาบ้านแล้วจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญ อย่าคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ เพราะส่วนใหญ่เด็กที่ทำเรื่องที่ไม่ดี จะเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก่อน แล้วจากนั้นถึงจะเป็นเรื่องที่ใหญ่ขึ้น 

สอง – สอนให้ลูกละอายแก่ใจเป็น 

ถ้าลูกทำสิ่งไม่ดีแม้เพียงเล็กน้อย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ และต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นเรื่องการสร้างจิตสำนึก เป็นเรื่องที่ต้องอยู่ด้านในของจิตใจที่จะต้องสอนลูกตั้งแต่เล็ก ไม่ว่าจะมีคนเห็นหรือไม่ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ก็จะไม่ทำ เรียกว่าต้องมีจิตสำนึกที่ดีต่อตัวเองด้วย 

สาม – ต้องไม่ให้ค่ากับคนไม่ดี 

สังคมยุคนี้ให้ความสำคัญและยกย่องคนเก่ง คนรวย โดยไม่ได้สนใจว่าเป็นคนเก่งจริง หรือคนรวยบางคน ใช้วิธีใดถึงรวยหรือเก่ง ยกตัวอย่าง เมื่อเห็นเพื่อนโกง แล้วไม่มีคนจับได้ แทนที่จะต่อว่ากลับชื่นชมว่าเพื่อนคนนี้เจ๋งมาก เป็นค่านิยมที่ผิด 

สี่ – พูดคุยจากสถานการณ์จริง 

นำสถานการณ์จริงมาพูดคุยกับลูก อาจตั้งคำถามว่าเขารู้สึกอย่างไร เขามีความคิดเห็นเรื่องนั้นๆอย่างไร และถ้าเรื่องนั้นเกิดขึ้นกับเขา หรือเพื่อนเขาจะทำอย่างไร เป็นการตรวจวิธีสอบวิธีคิดของลูก และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยพ่อแม่ก็สามารถสอดแทรกเรื่องที่ดีให้กับลูกได้ด้วย 

ภายใต้สังคมที่หวังให้เป็นแบบอย่างได้ยากเช่นนี้ งานของพ่อแม่ย่อมหนักขึ้นเป็นเงาตามตัว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

13 + seventeen =