LifeStyle

เล่านิทาน อ่านความคิด รู้ทันชีวิต

เล่านิทาน อ่านความคิด รู้ทันชีวิต

คุณรู้หรือไม่ว่า…

ทุกครั้งที่พ่อแม่เล่านิทาน หรืออ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง สมองส่วนการเรียนรู้ของลูกน้อยได้เริ่มทำงานแล้ว

สมองส่วนหน้า (Frontal Lope) ทำหน้าที่เรียนรู้ จดจำเกี่ยวกับความคิดและพฤติกรรม เช่น การเดิน การพูด การแก้ปัญหา ควบคุมเกี่ยวกับการวางแผน การกระทำต่าง ๆ การตอบสนอง พัฒนาการของสมองส่วนนี้เริ่มขึ้นเมื่อเด็กอายุประมาณ 6-12 เดือน

สมองส่วนหลัง (Parietal Lope) ควบคุมเกี่ยวกับความรู้สึกสัมผัสจากผิวกายส่วนต่าง ๆ รับรู้เรื่องของมิติสัมพันธ์กับกาลเวลา และสถานที่ สามารถจดจำสิ่งของจากการสัมผัสจับสิ่งต่าง ๆ การทำงานสัมพันธ์กันระหว่างมือและตา

สมองส่วนท้ายทอย (Occipital Lope) ควบคุมเกี่ยวกับการมองเห็น จดจำสิ่งของหรือคน และรับรู้ ทำหน้าที่ส่งข้อมูลในสิ่งที่มองเห็นไปยังสมอง (เข้าใจว่าสิ่งที่มองเห็นนั้นคืออะไร) สามารถพัฒนาได้ตั้งแต่แรกเกิด

สมองส่วนขมับ (Temporal Lobe) รับรู้ข้อมูลจากการได้ยิน การพูด และความจำบางส่วน

เรียกว่าเป็นการทำงานของสมองแทบทุกส่วน

แล้วการอ่านไปเกี่ยวข้องกับสมองได้อย่างไร

หนึ่ง – ส่งเสริมจินตนาการ

น้ำเสียงที่ได้ยิน ภาพที่ได้เห็น จะช่วยให้ลูกสนใจฟัง ขณะเดียวกันสมองของลูกจะสร้างภาพตามเรื่องที่พ่อแม่เล่า จึงเป็นการส่งเสริมจินตนาการ ส่งผลให้เซลล์สมองของลูกทำงานสมบูรณ์ขึ้น

สอง – พื้นฐานภาษาดี

สมองของลูกไม่ได้จดจ่อเฉพาะการฟังและสิ่งที่เห็น แต่มองรูปร่าง ท่าทาง น้ำเสียง สายตา ความรู้สึกร่วมไปด้วย การอ่านนิทานให้ลูกฟัง จึงเป็นการสร้างพื้นฐานทางภาษาที่ดีให้กับลูก

สาม – คิดเป็นระบบ

การฟังนิทานเรื่องใหม่ๆ สมองของลูกจะสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองขึ้นมา และขณะที่ฟังนิทาน เรื่องเดิมบ่อย ๆ จะเป็นการสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทให้เพิ่มและทำงานมากขึ้น เมื่อลูกโตขึ้นจะช่วยให้ลูกเข้าใจ คิดสิ่งต่างๆ อย่างเป็นระบบ และเข้าใจได้รวดเร็ว

สี่ – สมาธิดี

ช่วงเวลาที่ลูกจดจ่อ ตั้งใจฟังพ่อแม่อ่าน หรือเล่านิทาน ลูกน้อยจะผ่อนคลายและเกิดสมาธิ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความฉลาดทางปัญญาให้กับลูก

ห้า – เป็นนักสะสมคำ

เด็กที่ฟังนิทานบ่อย ๆ จะมีคำคลังสะสมอยู่ในสมองมากกว่าเด็กที่ไม่ค่อยได้ฟังนิทาน เมื่อถึงเวลาที่เด็กเหล่านี้เริ่มพูดได้คล่อง จะสามารถใช้คำคลังในสมองที่สะสมไว้เป็นจำนวนมากได้อย่างน่าทึ่ง และจะเรียนรู้เรื่องภาษาได้ดี

นอกจากนี้ หนังสือนิทานดี ๆ สามารถปรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของลูกได้ด้วย ยิ่งถ้าพ่อแม่มีความรู้และมีเทคนิคที่ดีก็สามารถนำไปต่อยอดการเรียนรู้ของลูกได้อย่างมากมาย เรียกว่าประโยชน์ของหนังสือนิทานมีมากมายเหลือเกิน อยู่ที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่จะหยิบยกและเห็นประโยชน์ของมันในด้านใด

เมื่อเด็กเริ่มจากการฟังนิทาน พ่อแม่ก็สามารถต่อยอดให้ลูกเล่านิทานบ้าง ก่อนจะนำไปสู่การอ่านนิทานด้วยตัวเอง

เด็กจะรักการอ่านได้ ต้องมีทัศนคติที่ดีก่อน ต้องได้รับการปลูกฝังเรื่องการอ่านตั้งแต่เด็ก และการเล่านิทานก็เป็นศิลปะแขนงหนึ่ง และเป็นแขนงสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กรักการอ่าน

และนับเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโครงการ “ลับสมองประลองปัญญา สรรหาหนูน้อยนักเล่านิทาน” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

โครงการดังกล่าวเป็นการสรรหาหนูน้อยนักเล่านิทานอย่างเป็นธรรมชาติจากทั่วทุกภูมิภาค โดยแบ่งออกเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นอายุ 4-6 ปี และรุ่นอายุ 6-9 ปี ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 14 มีภาคีเครือข่าย ได้แก่ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK park) , มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก , สถานี Happy Family Radio FM 105 MHz วิทยุเพื่อครอบครัว และหอสมุดแห่งชาติ

วัตถุประสงค์ของการจัดงานก็เพื่อเป้าหมายการนำไปสู่การส่งเสริมให้ เด็กไทยรักการอ่าน โดยเริ่มจากสถาบันครอบครัว พ่อแม่ต้องเป็นคุณครูคนแรกในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ในทุกด้านของลูก

และหนังสือนิทานเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับเด็กเล็กในการเรียนรู้ทักษะชีวิตอย่างรอบด้าน
โดยปีนี้มีคอนเซ็ปต์ว่า “เล่านิทาน อ่านความคิด รู้ทันชีวิต”
เล่านิทาน

การเล่านิทานให้ลูกฟัง เป็นกระบวนการสื่อสารของพ่อแม่กับลูกที่สุนทรีย์ สนุกสนาน และมีความสุข โดยใช้นิทานเป็นสื่อในการช่วยส่งเสริม ปลูกฝังสิ่งที่ดีให้เด็กได้ฟังนิทานตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และเมื่อคลอดออกมาก็เล่านิทานให้ลูกฟังอย่างสม่ำเสมอ

อ่านความคิด

เมื่อเด็กได้ฟังนิทานบ่อย ๆ จะช่วยฝึกกระบวนการคิด เพราะนิทานแต่ละเรื่องมีเรื่องราว ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครอง เลือกนิทานที่เหมาะสมกับวัย นิทานที่ดี รวมไปถึงการตั้งคำถาม ชวนกันเล่าไปถามไป ก็จะเป็นการช่วยส่งเสริมกระบวนการคิด และจะทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจเด็ก จนนำไปสู่การอ่านความคิด

รู้ทันชิวิต

เป็นการต่อยอดความรู้คิด เมื่อผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์เป็น สังเคราะห์ได้ ก็จะนำไปสู่การรู้เท่าทันความคิด มีทักษะชีวิตที่ดี เมื่อเติบโตขึ้นไปก็จะรู้ทันชีวิต

ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา โครงการลับสมองประลองปัญญา สรรหาหนูน้อยนักเล่านิทาน ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเด็ก ๆ ที่เติบโตมาโดยมีพ่อแม่ผู้ปกครองเล่านิทานอ่านหนังสือให้ฟัง พวกเขามีแนวโน้มเติบโตเป็นเด็กที่รักการอ่าน แม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาอยู่รายรอบตัว แต่ก็ยังสนใจที่จะอ่านหนังสือเป็นเล่มอยู่

การเติบโตสมวัยเป็นความน่ารักสดใสของเด็ก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ผ่านกระบวนการหล่อหลอมด้วยนิทานและการส่งเสริมการอ่านภายในครอบครัว พบว่าเป็นเด็กที่มีพัฒนาการสมวัย มีความฉลาด กล้าแสดงออก สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ รวมทั้งมีไหวพริบปฏิภาณอีกด้วย

เด็กที่เข้าร่วมโครงการเล่านิทานดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่พ่อแม่ให้ความสนใจในการเล่านิทานให้ฟังเป็นประจำอยู่ แล้ว เด็กจึงได้รับการปลูกฝังเรื่องการอ่านมาตั้งแต่เด็ก พอถึงวันหนึ่ง เมื่อเขาพร้อมที่จะเล่านิทานให้ผู้ใหญ่ฟัง ก็สามารถแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ และงดงามตามวัย

ที่ผ่านมาพ่อแม่ ผู้ปกครองต่างปรารถนาให้ลูกเติบโตเป็นคนดี มีความสุข อยู่ในสังคมที่ดี และประสบความสำเร็จในชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากพ่อแม่ไม่ส่งเสริมสนับสนุน

พ่อแม่ในเมืองส่วนใหญ่มักมีความต้องการ ความคาดหวัง และตั้งอกตั้งใจที่จะสั่งสอนให้ลูกเป็นเด็กดี เด็กเก่ง แต่มักจะไปเพ่งสนใจเรื่องกิจวัตรประจำวัน เช่น ตื่นนอนก็ให้ลูกเก็บที่นอน, ให้ลูกล้างมือก่อนกินข้าว, ให้ลูกทำการบ้าน ฯลฯ

เป็นสิ่งที่ดีที่ช่วยฝึกวินัยให้ลูก
แต่อย่าลืมนึกถึงธรรมชาติของลูก ธรรมชาติของวัย และเข้าใจว่าลูกคิดหรือต้องการอะไร
รวมไปถึงบางครั้งพ่อแม่พยายามควบคุมพฤติกรรมของลูก หรือต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ทั้งที่การใช้หนังสือนิทานก็เป็นส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางประการได้ด้วย

พ่อแม่ควรใช้หนังสือมาเป็นตัวช่วย เพราะในหนังสือมีเรื่องราว มีสีสัน มีความสนุกสนาน และมีความเป็นชีวิตปรากฏอยู่ในทุกเรื่องที่สำคัญ ตัวละครที่สนุกสนานทำให้เด็กเกิดความสนใจ อยากเรียนรู้ หรืออยากทำตามหนังสือ ซึ่งมักทำให้เด็กซึมซับพฤติกรรมที่ดี และเลิกพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่เด็กไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกสอนทั้งในเรื่องศีลธรรมพื้นฐาน คุณธรรม หรือแง่คิดในการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ

ที่สำคัญ การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ยังเป็นกระบวนการในการสร้างความสามารถในการคิด วิเคราะห์ การจำ การคำนวณ มีความคิดสร้างสรรค์ ทักษะต่างๆ เหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้เด็กได้มองเห็นคุณค่าในตนเอง

ยิ่งโลกก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีเต็มขั้น พ่อแม่ยิ่งต้องวางรากฐานชีวิตผ่านหนังสือนิทานตั้งแต่เล็ก

วันนี้…คุณอ่านนิทานให้ลูกฟังแล้วหรือยัง ?

โดย : ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

6 + seventeen =