LifeStyle

โซเชียลมีเดีย..ผู้ร้ายหรือผู้สร้างสรรค์?

โซเชียลมีเดีย..ผู้ร้ายหรือผู้สร้างสรรค์?

เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้ไปเป็นวิทยากรในหัวข้อ สื่อความรุนแรง…ผลกระทบต่อสุขภาพจิตและทางแก้ ซึ่งกล่าวถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อชีวิตของคนในสังคมปัจจุบัน และมีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดกับผู้เข้าร่วมซึ่งมาจากหลากหลายอาชีพ หลายคนปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากเสียจนรู้สึกเหมือนชีวิตมีอะไรที่ขาดหายไปหากไม่ได้ใช้สื่อสังคมบนโลกออนไลน์ในชีวิตประจำวั

คำถามคือ..อะไรทำให้โซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตคนเราได้มากถึงเพียงนี้?

หากตอบแบบรวบรัดก็คงเป็นเพราะพลังในทางสร้างสรรค์ของโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารและความสัมพันธ์ของผู้คนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เพียงไม่กี่ปีจากที่คนเราถูกจำกัดให้มีปฏิสัมพันธ์ฝ่ายเดียว ต้องรอรับข้อมูลข่าวสารจากผู้ผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัดผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์ ปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่องกับคนเพียงคนเดียวก็สามารถเป็นทั้งผู้รับและผู้ผลิตสื่อที่น่าสนใจได้ด้วยตัวเองในทุกวินาที สื่อจึงมีความหลากหลายและเข้าถึงคนได้ทุกเพศทุกวัย จนกล่าวได้ว่าโซเชียลมีเดียได้สร้าง 3 สิ่งสำคัญคือ

1.Up to date – การเชื่อมต่อคนกับโลกเข้าด้วยกันทำให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

2.Knowledge – การเข้าถึงคลังความรู้ที่มากมายและหลากหลายไม่ใช่ข้อจำกัดของคนยุคปัจจุบันอีกต่อไป

3.Passion – ข้อมูลและตัวอย่างที่ดีช่วยสร้างแรงบันดาลใจที่จะคิดและลงมือทำสิ่งที่ตั้งใจให้เกิดผลสำเร็จ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ กรณีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียหลงป่าในพื้นที่วนอุทยานสระนางมโนราห์ จังหวัดพังงา แก้ไขสถานการณ์โดยใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้ หรือการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียโดยมีนักร้อง นักแสดงและคนจากแวดวงต่างๆมาร่วมกันทำโครงการก้าวคนละก้าว ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายและการทำความดีเพื่อส่วนรวม

แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ สื่อสังคมออนไลน์อาจเปลี่ยนสถานะจากผู้สร้างสรรค์ไปเป็นผู้ร้ายได้เพียงชั่วข้ามคืน หากผู้ใช้งานขาดสำนึกและความรับผิดชอบ ใช้งานในทางที่ผิดโดยไม่ตระหนักถึงคุณภาพของเนื้อหา ก่อผลกระทบทางลบรุนแรงที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว โดยมีแง่มุมปัญหาที่น่าสนใจคือ

1.Cyberbullying – การกลั่นแกล้งกันทางไซเบอร์ซึ่งสามารถแพร่กระจายเรื่องราวทางลบที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว อาทิ การเผยแพร่ภาพตัดต่อหรือภาพลามกอนาจารบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะด้วยความคึกคะนองหรือมุ่งหวังผลบางอย่าง หลายกรณีส่งผลให้เหยื่อรู้สึกอับอายจนคิดสั้นฆ่าตัวตาย

2.Hate speech – การโจมตีผู้อื่นบนโลกออนไลน์ด้วยการใส่ร้าย สร้างข้อความอันเป็นเท็จที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เกิดความเกลียดชังในตัวเหยื่อ หรือระหว่างกลุ่มคนในสังคมที่อาจส่งเสริมให้เกิดความวุ่นวายหรือความรุนแรงขึ้นในสังคม อาจทำเพื่อความสะใจ เรียกร้องผลประโยชน์ หรือมุ่งหวังผลทางการเมือง

3.Fake news – การสร้างข่าวปลอมโดยจงใจทำให้ผู้รับสารเข้าใจว่าสิ่งที่นำเสนอเป็นข้อเท็จจริงและนำมาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ โดยอาจทำไปเพื่อหวังผลทางการเมือง หรือต้องการดึงดูดให้มีคนสนใจเข้ามาอ่านจำนวนมาก ซึ่งจะยิ่งทำให้สื่อของตนเองได้รับความนิยมและมีรายได้หรือผลประโยชน์เข้ามามากขึ้น

จากแง่มุมการใช้งานโซเชียลมีเดียในบทบาทของผู้ร้ายซึ่งค่อนข้างเปิดกว้างและควบคุมได้ยากนี้ ผลกระทบทางลบที่รุนแรงที่สุดและอยู่ในความสนใจของสังคมในวงกว้าง คือ การนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่แสดงถึงความรุนแรงทั้งภาพ เสียงและเนื้อหาโดยขาดสำนึกและความรับผิดชอบ สร้างผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้รับสื่อ จนเกิดพฤติกรรมเลียนแบบในการคิดสั้นฆ่าตัวตาย

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นภาพสะท้อนพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมที่พฤติกรรมของคนมีส่วนกำหนดการนำเสนอของสื่อ เช่นเดียวกับการที่สื่อกำหนดพฤติกรรมของคน พิจารณาได้จาก “กฏ 4 ข้อของการเรียนรู้ทางสังคม” (Principles of Social Learning Theory) ของ Albert Bandura กล่าวคือ

1.Attentional Process – กระบวนการดึงดูดความสนใจ สัมพันธ์กับการเสพข่าวสารจากช่องทางที่เราชอบ ก็ยิ่งถูกดึงดูดความสนใจในเนื้อหาและมีโอกาสที่จะเกิดพฤติกรรมเลียบแบบหรือทำตามได้ง่ายขึ้น

2.Retention Process – กระบวนการคงไว้หรือการบันทึกความจำ สัมพันธ์กับการเสพสื่อซ้ำๆเห็นบ่อยๆจนบันทึกเก็บไว้ในความทรงจำ เมื่อมีสถานการณ์มากระตุ้นจึงมีแนวโน้มที่จะเกิดพฤติกรรมตามที่ถูกบันทึกไว้

3.Motor Reproduction Process – กระบวนการแสดงออก สัมพันธ์กับการแสดงพฤติกรรมใดๆออกมาโดยเป็นผลการเรียนรู้ที่ได้จากข้อมูลข่าวสารที่เห็นซ้ำไปซ้ำมาอยู่บ่อยๆ

4.Motivational Process – กระบวนการจูงใจ สัมพันธ์กับการเสพข่าวสารในลักษณะเดิมซ้ำๆตลอดเวลา มักทำให้เกิดแรงจูงใจที่จะแสดงพฤติกรรมตามแบบอย่างที่พบเห็นอยู่บ่อยครั้ง

อาจกล่าวได้ว่าคนที่ใช้เวลาและถูกตอกย้ำโดยข้อมูลซ้ำๆมากเท่าไร ก็จะยิ่งเชื่อสิ่งที่ได้รับการนำเสนอจนตีความว่าเป็นโลกแห่งความเป็นจริงไปโดยปริยาย ตัวอย่างเช่น มีบทเพลงหนึ่งที่ชื่อว่า “Gloomy Sunday” โดย Rezso Seress นักประพันธ์ชาวฮังกาเรียน ซึ่งมีเนื้อร้องและทำนองที่ให้ความรู้สึกหม่นหมองซ้ำไปซ้ำมา จนถูกห้ามเผยแพร่เนื่องจากเชื่อว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ฟังหลายร้อยคนฆ่าตัวตาย ในที่นี้บทเพลงจึงเป็นสื่อที่กระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ฟัง เมื่อฟังเพลงเศร้าจึงรู้สึกหดหู่ใจและคล้อยตามถึงความสิ้นหวังในชีวิต

ด้วยเหตุนี้ การนำเสนอข้อมูลความรุนแรงหรือข่าวการฆ่าตัวตายโดยเฉพาะจากช่องทางโซเชียลมีเดียที่ขาดการควบคุมกลั่นกรอง เข้าถึงได้ง่ายและสามารถเรียกข้อมูลขึ้นมาดูได้ตลอดเวลาจึงมีแนวโน้มที่จะทำให้คนที่มีสภาพจิตใจที่เปราะบางหรือแม้แต่คนทั่วไปที่หมกมุ่นรับข้อมูลซ้ำๆเดิมๆลอกเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรงหรือการฆ่าตัวตายได้โดยง่าย จนเป็นปัญหาทางสังคมที่ทุกคนต้องหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น

ในฐานะที่ทำงานใกล้ชิดกับเด็กปฐมวัยมาโดยตลอด พบว่าเด็กกลุ่มนี้มีความเปราะบางทางความรู้สึกสูง มีภูมิคุ้มกันต่อการเสพข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ต่ำมาก ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจให้พร้อมสำหรับการพัฒนาบุคลิคภาพความเป็นผู้ใหญ่ที่จะสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข คุณพ่อคุณแม่จึงต้องมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและลดผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพจิตที่อาจเกิดกับเด็กในยุคโซเชียลมีเดียได้ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้สื่อไอทีในการเลี้ยงเด็กเป็นหลักหรือมากจนเกินไป เพื่อป้องกันการเสพติดและการใช้งานในทางที่ไม่เหมาะสม

แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรกลัวอย่างตื่นตระหนก จนปิดกั้นไม่ให้เด็กได้เข้าถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับสื่อสังคมออนไลน์หรือเทคโนโลยีการเรียนรู้สมัยใหม่เลย ด้วยกังวลว่าจะเสพติดและซึมซับความรุนแรงจากสื่อ กลายเป็นว่าเด็กไม่สามารถเข้ากับเพื่อนและสังคมสมัยใหม่ได้ จนเกิดความรู้สึกแปลกแยก ขาดความมั่นใจในตัวเองและหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม หากแต่คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลเอาใจใส่และให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด โดยมีการกำหนดระยะเวลา รูปแบบและเนื้อหาการใช้งานอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพด้วยสื่อสิ่งพิมพ์รูปแบบเดิมอย่างเช่นการอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง

เมื่อมาถึงบรรทัดนี้อาจกล่าวได้ว่าโซเชียลมีเดียเป็นได้ทั้งผู้ร้ายและผู้สร้างสรรค์ในเวลาเดียวกันเปรียบเสมือนแสงไฟสว่างไสวในค่ำคืนที่มีมุมมืดซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ผู้เขียนได้แต่หวังว่าผู้คนจะหันหลังให้กับความมืดเพื่อใช้ประโยชน์จากแสงไฟให้เกิดพลังในทางสร้างสรรค์ไปพร้อมๆกัน

โดย : ดร.แพง ชินพงศ์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

seven + 7 =