LifeStyle

8 วิธีสร้างผูกพันทางอารมณ์กับลูก ช่วยเพิ่มไอคิว ปรับตัวเก่ง ผลการเรียนดี

8 วิธีสร้างผูกพันทางอารมณ์กับลูก ช่วยเพิ่มไอคิว ปรับตัวเก่ง ผลการเรียนดี

กรมสุขภาพจิต ชี้ ความผูกพันทางอารมณ์ ช่วยเสริมพัฒนาการลูก เพิ่มไอคิว ปรับตัวเก่ง ผลการเรียนดี แนะ 8 วิธีเพิ่มความผูกพัน เน้น “ใกล้ชิด เข้าใจ ไวในการรับรู้ และตอบสนองอย่างเหมาะสม”

 


วันนี้ (11 ส.ค.) น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ลักษณะการเลี้ยงดูของพ่อแม่มีผลต่อความฉลาดทางสติปัญญา หรือไอคิว ซึ่งการเลี้ยงดูที่ดี จะต้องมีรากฐานมาจากการที่เด็กและพ่อแม่มีความผูกพันทางอารมณ์ที่แน่นแฟ้นมั่นคงต่อกันมาตั้งแต่ก่อนปฐมวัย โดยเฉพาะขวบปีแรก ซึ่งจะส่งผลให้เด็กเกิดความรู้สึกมั่นใจ และรู้สึกปลอดภัยที่จะทำสิ่งต่างๆ กล้าเรียนรู้ และริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ และเมื่อเด็กมีอารมณ์กลัว โกรธ หรือวิตกกังวล ผิดหวัง คนที่เด็กมีความผูกพันทางอารมณ์ด้วยเท่านั้น ที่จะช่วยปลอบโยนเด็ก ทำให้เด็กคลายความโกรธ ความกลัว ความวิตกกังวลลงได้

“มีการศึกษาพบว่า เด็กช่วงอายุ 0-3 ปี แม้จะมีพัฒนาการที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หากพ่อแม่ หรือผู้ดูแลมีปัญหาในการสร้างความผูกพันกับเด็ก จะส่งผลให้เด็กมีปัญหาแยกตัว ก้าวร้าว และสมาธิไม่ดีได้ นอกจากนี้ ผลการศึกษาวิจัยระยะยาว พบว่า เด็กทารกที่มีความผูกพันทางอารมณ์ที่ไม่มั่นคง มีระดับพัฒนาการจากการทดสอบด้วยแบบทดสอบระดับเชาวน์ปัญญาของเด็กเล็กต่ำกว่าเด็กที่มีความผูกพันทางอารมณ์ที่มั่นคงกับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู” น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าว

น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวว่า ส่วนเด็กวัยเรียน พบว่า ความผูกพันทางอารมณ์ที่มั่นคง สัมพันธ์กับระดับสติปัญญา การปรับตัว และผลการเรียนของเด็ก โดยเด็กที่มีความผูกพันทางอารมณ์ที่มั่นคงกับผู้เลี้ยงดูจะมีผลการเรียนดีกว่า และมีค่าไอคิวสูงกว่าเด็กที่มีความผูกพันทางอารมณ์ที่ไม่มั่นคง โดยความผูกพันทางอารมณ์จะส่งผลต่อผลการเรียนของเด็กอย่างชัดเจนในช่วงอายุ 8-9 ปี ด้วยเหตุนี้ กรมสุขภาพจิต จึงขอเชิญชวนให้ทุกครอบครัวช่วยกันสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่มั่นคงให้กับลูก ด้วยวิธีง่ายๆ คือ “ใกล้ชิด เข้าใจ ไวในการรับรู้ และตอบสนองอย่างเหมาะสม” เพื่อให้เด็กที่เติบโตเป็นคนดี และคนเก่ง เป็นของขวัญที่มีค่ามากที่สุดสำหรับแม่ทุกคน

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวว่า การสร้างความผูกพันทางอารมณ์จะเกิดจากความใกล้ชิดระหว่างลูกและพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดู โดยการใช้เวลาร่วมกัน พ่อแม่ต้องมีความไวในการรับรู้ถึงความรู้สึก ความต้องการของลูก และตอบสนองต่อลูกอย่างเหมาะสม คงเส้นคงวา และให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี 8 วิธี ช่วยต่อยอดการเป็นคนดี และคนเก่งของลูก คือ

1. พยายามสังเกตพฤติกรรม ท่าทาง การแสดงออกของลูก ว่า ต้องการสื่อสารอะไรกับพ่อแม่ และพยายามแปลการแสดงออกนั้นให้ได้ โดยเฉพาะกับลูกเล็กๆ ที่ยังพูดไม่ได้ ต้องอาศัยการสังเกตสีหน้า ท่าทาง จดจำท่าทางเหล่านั้น แล้วตอบสนองทันทีอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอ

2. เล่นกับลูก โดยให้ลูกเป็นผู้เลือก และนำเล่น โดยที่พ่อแม่ไม่ขัดจังหวะ วันละอย่างน้อย 15 นาทีต่อวัน

3. กำหนดช่วงเวลาในการทำกิจวัตรประจำวันของลูกให้เป็นปกติ สม่ำเสมอในแต่ละวัน

4. การสื่อสารด้วยภาษาท่าทาง โดยเฉพาะในขวบปีแรก เช่น การมอง การสบตาลูก การกอด การยิ้มให้ การอุ้มเดิน

5. การสัมผัส การกอด การอุ้ม เป็นการให้ความอบอุ่นทางใจ โดยเฉพาะเวลาลูกร้องไห้ การอุ้มเป็นการช่วยจัดการอารมณ์ของลูกได้ดี ทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย และสงบลงได้

6. ในลูกวัยเตาะแตะ ช่วง 1-3 ขวบ ควรให้อิสระในการเล่น การออกสำรวจ ค้นหา และทดลองทำ ในสิ่งใหม่ๆ โดยพ่อแม่ต้องอยู่ใกล้ๆ เนื่องจากยังต้องการกำลังใจ เพื่อยืนยันว่า การกระทำนั้น สามารถกระทำได้ ปลอดภัย และมั่นใจในการกระทำ ทำให้ลูกกล้าที่จะทดลองทำสิ่งใหม่ได้ด้วยตนเอง

7. ในช่วง 6 เดือนแรก ไม่ควรเปลี่ยนคนเลี้ยงบ่อย หรือมีคนเลี้ยงหลายคน ควรมีคนเลี้ยงหลัก เพียงคนเดียว และ

8. ลูกควรมีความผูกพันทางอารมณ์แนบแน่นต่อเนื่องยาวนานกับผู้ใหญ่อย่างน้อย 1 คนในครอบครัว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

sixteen + 5 =