Management

เมื่อความ ‘ยุ่ง’ กลายเป็นโรค

เมื่อความ 'ยุ่ง' กลายเป็นโรค

 

เมื่อผมได้มีโอกาสพบเจอลูกศิษย์หรือคนรู้จักที่ไม่ได้เจอกันมานาน คำทักทายแรกๆ ที่บุคคลผู้นั้นมักจะถามผมคือ

“ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ?” และคำตอบที่ดูเหมือนจะเป็นคำตอบอัตโนมัติทุกครั้งก็คือ “ยุ่งดีครับ” ซึ่งพอตอบคำถามในลักษณะนี้บ่อยๆ เข้าก็ทำนำไปสู่อีกคำถามหนึ่งในใจว่าจริงๆ แล้วการที่ชีวิตเรามีแต่ความยุ่ง (Busyness) เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีกันแน่?

 

 

เมื่อลองไปค้นข้อมูลต่างๆ ก็พบว่าเรื่องของความยุ่งในชีวิตเรานั้นกำลังจะกลายเป็นปัญหาสังคมที่เรื้อรังประการหนึ่งในต่างประเทศถึงขั้นมีการเรียกขานกันว่าเป็น Busyness Addiction (โรคเสพติดความยุ่ง) บ้าง หรือ Busyness Syndrome บ้างและดูเหมือนคนจำนวนมากก็มักจะมีความรู้สึกภูมิใจหรือรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า เมื่อชีวิตดูยุ่งหลายๆ คนจะทนไม่ได้ที่ในปฏิทินนัดหมายของตนเองมีเวลาหรือช่องว่างอยู่หรือจะมีความรู้สึกว่า ไม่สำคัญหรือไร้คุณค่าถ้าชีวิตดูว่างๆ ไม่ยุ่งเหมือนคนอื่นเขาซึ่งก็นำไปสู่คำถามสำคัญอีกนะครับ ว่าจริงๆ แล้วการทำให้ชีวิตของเรายุ่งตลอดเวลามีสิ่งที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลานั้นเป็นสิ่งที่ดีกับชีวิตเราจริงหรือไม่?

นอกจากนี้พัฒนาการของเทคโนโลยีและการติดต่อสื่อสารในยุคปัจจุบันก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตเรายุ่งขึ้นมาอีกโดยไม่รู้ตัวในปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวการทำงาน และการพักผ่อนนั้นจางหายไป โดยไม่รู้ตัวเวลาที่เราจะใช้ในการคุยเรื่อยเปื่อยกับเพื่อนฝูงหรือคนที่รู้ใจก็จะลดน้อยลงทุกที เพราะเรามักจะอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเจ้าโทรศัพท์คู่ใจตลอดเวลาแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะต้องตอบอีเมลที่สำคัญหรือไลน์ที่สำคัญตลอดเวลา

เราอาจจะมีความเชื่อหรือความเข้าใจที่ผิดๆ นะครับว่า การที่เรายุ่งหรือมีสิ่งที่ต้องทำตลอดเวลาแสดงให้เห็นว่าเราขยันทำงานมีความสำคัญมีคุณค่าและกำลังทำในสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์อยู่ซึ่งจากความเชื่อดังกล่าวก็ยิ่งทำให้เราต้องทำตัวให้รู้สึก “ยุ่ง” อยู่ตลอดเวลาและถามเจ้าความยุ่งนี้ก็อาจจะเป็นโรคติดต่อได้ด้วยนั้นคือ ถ้าเราเห็นเพื่อนร่วมงานเรายุ่งอยู่ตลอดเวลาและเรารู้สึกว่าตัวเองว่างเราก็อาจจะรู้สึกไม่มีความสำคัญ หรือด้อยค่า ดังนั้นเพื่อให้ตนเองรู้สึกมีคุณค่าขึ้นมาเราก็เลยต้องทำตัวให้ยุ่งกับเขาบ้าง

ที่เขียนมาทั้งหมดนั้นไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ทำงานหรือทำในสิ่งที่ดีๆ นะครับ เพียงแต่อยากจะให้ข้อคิดว่าความ “ยุ่ง” นั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเสมอไปครับ

ความยุ่งทำให้ขาดหรือไม่มีเวลาในการคิดไตร่ตรองในสิ่งต่างๆ อย่างรอบคอบและลึกซึ้ง เพราะชีวิตที่เร่งรีบทำให้เราต้องตัดสินใจในทุกๆ สิ่งอย่างรวดเร็ว ความยุ่งทำให้เราขาดการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและลึกซึ้งกับคนรอบข้างหรือคนในครอบครัวบางคนที่ยุ่งมากๆ เคยถึงขั้นที่ว่าเวลาสามีหรือภรรยาอยากจะคุยด้วยก็ต้องนัดหมายลงตารางเวลาไว้เลย ไม่งั้นไม่มีเวลาที่จะคุยกับคู่ชีวิตหรือบางคนที่ยุ่งมากๆ ก็เคยถึงขั้นลืมกิจกรรมสำคัญของคนในครอบครัวไปเพราะความยุ่งกัน นอกจากนี้ความยุ่งทำให้เราขาดเวลาในการออกกำลังกายขาดเวลาในการพักผ่อนขาดเวลาในการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะแล้วสุดท้ายก็นำไปสู่โรคเครียดได้

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ท่านผู้อ่านลาออกจากงานเพื่อที่ชีวิตจะได้ไม่ยุ่งนะครับความยุ่งมีสองแบบ คือแบบที่เราเลือกไม่ได้กับแบบที่เราเลือกได้ความยุ่งแบบที่เราเลือกไม่ได้นั้นมาจากภาระงานหรือการมอบหมายจากหัวหน้า หรือถ้าไม่ยุ่งจะไม่มีกินแต่ปัญหาของเราส่วนใหญ่มักจะมาจากความยุ่งที่เราเลือกได้ครับ แล้วปัญหาคือเราเลือกที่จะทำตัวยุ่งเองหลายๆ ครั้งหลายๆ สถานการณ์เราเลือกที่จะทำตัวให้ยุ่ง (เพื่อให้ดูสำคัญหรือมีคุณค่า) เราเลือกที่จะเร่งรีบทำในสิ่งต่างๆ ให้ดูยุ่งทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเลย

ดังนั้น ในอนาคตเมื่อมีคนมาทักทายและถามไถ่ว่า “เป็นไงบ้าง” ผมคงจะได้ตอบว่า สบายดีครับยุ่งบ้างว่างบ้างตามแต่โอกาส” โดยไม่รู้สึกผิดนะครับ

 

โดย : ดร.พสุ เดชะรินทร์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

six − one =