Management

นวัตกรรมเริ่มจากการเชื่อมโยง

นวัตกรรมเริ่มจากการเชื่อมโยง

นวัตกรรมเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรอยากจะให้เกิด แต่ความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้สามารถเกิดนวัตกรรม?

จริงๆ แล้วพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งของการเกิดสิ่งใหม่ๆ นั้น คือเริ่มต้นจากการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่เข้าด้วยกัน ถ้าเป็นศัพท์แบบไทยๆ เราก็เรียกว่า จับแพะชนแกะ หรือ ถ้าเป็น Steve Jobs ก็จะพูดให้ออกมาดูดีว่า “Creativity is just connecting things”

 

 

อย่างไรก็ดีกับดักสำคัญสำหรับนวัตกรรมที่มาจากความคิดเชื่อมโยงก็คือ ผู้บริหารมักชอบที่จะมองภายใต้กรอบหรือบริบทที่ตนเองคุ้นเคย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองภายใต้กรอบของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ตนเองอยู่ และมักจะชอบตั้งข้อจำกัดให้กับวิธีคิด ว่าจะต้องจำกัดอยู่แต่เฉพาะในสิ่งที่ตนเองทำหรือคุ้นเคย ทำให้ยากที่จะเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงนอกกรอบธุรกิจเดิมของตนเอง

มีตัวอย่างของธุรกิจใหม่ๆ มากมายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเชื่อมโยงใน 2 ธุรกิจที่มีอยู่เข้าด้วย เช่น เมื่อชาบูผสมกับซูชิ ก็กลายเป็นร้านอาหารรูปแบบใหม่ที่มีทั้งชาบูและซูชิอยู่ด้วยกัน หรือ เมื่อสุกี้ผสมกับซูชิก็เป็นร้านอาหารในอีกรูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน หรือ แม้กระทั่งการเชื่อมโยงผสมผสานในธุรกิจเดียวกันแต่คนละตลาด เช่น เครือโรงแรมแห่งหนึ่งในต่างประเทศชื่อ citizenM ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2008 และมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ affordable luxury นั้นคือความหรูหราในทำเลกลางเมืองที่ราคาไม่แพง

เครือโรงแรม citizenM มีความน่าสนใจในด้านของการเชื่อมโยง นั้นคือเขาพยายามที่จะสร้างโรงแรมสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ด้วยการเชื่อมโยงและผสมผสานระหว่างโรงแรมสามดาว และโรงแรมห้าดาว ในส่วนของความเป็นโรงแรมสามดาวนั้นคือในเรื่องของราคาที่ไม่แพง และห้องที่ไม่ใหญ่ (จริงๆ คือห้องที่เล็ก) สำหรับในส่วนของความเป็นห้าดาวนั้น คือเตียงนอนที่ใหญ่น่านอน ห้องที่ทันสมัย ทำเลทองใจกลางมหานครใหญ่ มีฟรี Wifi ที่มีสัญญาณแรง

ปัจจุบัน citizenM เริ่มไปเปิดตามทวีปต่างๆ มากขึ้น และผลที่ได้รับจากการเชื่อมโยงระหว่างความเป็นสามดาวและห้าดาวคือ อัตราการเข้าพักที่สูงถึงร้อยละ 90 เลยทีเดียว

ตัวอย่างไทยๆ ก็มีให้เห็นมากมายถึงธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงสิ่งที่มีอยู่แล้วเข้าด้วยกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือสินค้าขึ้นช่ือจากจังหวัดสิงห์บุรี เค้กปลาช่อน จากร้านเกษราเบเกอรี่ ที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงระหว่างของดีจังหวัดสิงห์บุรีอย่างปลาช่อน กับธุรกิจดั้งเดิมของตนเอง คือเบเกอรี่ หรือตัวอย่างสุดคลาสสิกของคนไทย คือการที่ครูเพลงไทยที่เป็นศิลปินแห่งชาติอย่างครูสง่า อารัมภีร ท่านประพันธ์เพลงน้ำตาแสงไต้ (เพลงประจำละครพันท้ายนรสิงห์) โดยท่านได้แรงบันดาลใจจากการนำเพลงเขมรไทรโยคและเพลงลาวครวญมาผสมผสานกัน

ความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันนั้น กล่าวกันว่ามาจากการทำงานของสมองข้างขวาเป็นหลัก ต่างจากความสามารถในการคิดวิเคราะห์ซึ่งมาจากการทำงานของสมองข้างซ้ายเป็นหลัก ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือในปัจจุบันในยุคที่ Big Data หรือ Data Science กำลังโด่งดังและทุกองค์กรต่างพยายามนำข้อมูลของตัวเองมาวิเคราะห์เพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงจากข้อมูลเหล่านั้น หรือ ไม่สามารถที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่ได้จากข้อมูลเข้ากับสิ่งต่างๆ ได้ การเพียงแค่การวิเคราะห์ข้อมูลก็ยากที่จะนำไปสู่การสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้

ปัจจุบันองค์กรและสถาบันการศึกษาต่างมุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ซึ่งมีความสามารถในการวิเคราะห์ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่อย่างไรก็ดี ควรจะต้องไม่ละทิ้งความสำคัญของการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการคิดเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งทักษะในการเชื่อมโยงนั้นจะยิ่งมีความสำคัญขึ้นอีกในอนาคต ที่นอกเหนือจากจะเป็นพื้นฐานของนวัตกรรมแล้ว ความสามารถในการคิดและเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ยังเป็นสิ่งที่สมองกล AI หรือ หุ่นยนต์ ยากที่จะลอกเลียนแบบคนได้ ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือคนพันธุ์ใหม่ที่มีความสามารถทั้งการคิด วิเคราะห์ และ เชื่อมโยง อยู่ในคนๆ เดียว


โดย : ดร.พสุ เดชะรินทร์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

8 + 10 =