Marketing

มือหนึ่งถอย..!! แบรนด์หรูมือสองคึก

มือหนึ่งถอย..!! แบรนด์หรูมือสองคึก

 

สินค้าลักชัวรี่มือสอง กำลังเป็นเทรนด์ร้อน พลิกโฉมค้าปลีกไทยเทศ เมื่อผู้คนฉลาดซื้อ ขณะคนอยากทำธุรกิจง่ายดาย ผ่านออนไลน์ ในยุควิกฤติกำลังซื้อ คาดการณ์ว่าตลาด Pre-owned luxury หรือสินค้าแบรนด์หรูที่เคยมีเจ้าของมาก่อน ในตลาดโลก จะมีมูลค่าสูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.7 แสนล้านบาท (Bain & Altagamma)

 

 

ขณะที่สินค้าเครื่องหนังและเสื้อผ้ามือสอง มีมูลค่าสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.4 แสนล้านบาท (Bloomberg)

ขณะที่ในไทย คาดกันว่ามูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์ลักชัวรี่แบรนด์ในปีที่ผ่านมา จะอยู่ที่ประมาณ 2.18 แสนล้านบาท (Thailand World Luxury Tracking 2015 โดย IPSOS ร่วมกับ Luxellence Center) ส่วนตลาดแบรนด์หรูมือสองคาดว่าจะมีมูลค่าสูงกว่าการซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมผ่านช็อป (Official Shop) ถึง 10-20% (Luxellence Center) จึงเป็นอีกภาคธุรกิจที่ส่งกลิ่นหอมหวนในวันนี้

ทำไมแบรนด์หรูมือสอง “ของเคยรัก” ถึงกลับมาเป็นที่นิยมของคนยุคนี้ 

“ฐิติพร สงวนปิยะพันธ์” ผู้อำนวยการศูนย์องค์ความรู้ด้านลักชัวรี่ Luxellence Center ภายใต้การบริหารของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) สกัดประเด็นให้ฟังว่า เนื่องจาก “วัฒนธรรมเปลี่ยน” คนยุคนี้นิยมสินค้าแบรนด์เนมมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ยึดติดอีกต่อไปแล้ว ว่าต้องเป็นของ “มือหนึ่ง”  เท่านั้น สินค้าจะผ่านการมีเจ้าของมาก่อนก็ได้ ไม่ได้รู้สึกเสียเกียรติที่จะใช้ แถมถ้าเคยเป็น “อดีต” ของคนมีชื่อเสียงด้วยแล้วล่ะก็ จะยิ่งรู้สึก มี “คุณค่าทางใจ” เพิ่มขึ้นไปอีก

คนปลื้มสินค้าแบรนด์เนมเยอะก็จริง ทว่ายังไม่มีกำลังซื้อ ยังเอื้อมไม่ถึงสินค้ามือหนึ่งจากร้าน เลยหันความสนใจมาที่สินค้ามือสองที่ยังคงสภาพดี เพราะผ่านการใช้มาแค่ไม่กี่ครั้ง แต่กลับขายถูกกว่าช็อปถึง 30-70% แถมยัง “ต่อรองราคา” ได้อีก ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลยถ้าไปซื้อแบรนด์เนมจากช้อปหรู

แม้จะซื้อมือสองมา ลองได้ส่งร้านทำความสะอาดเสียหน่อย กลายเป็นของใหม่ที่สวยปิ๊ง ก็ยังคง “มูลค่า” ในการขายต่อได้ (Resale value) เรียกว่า ‘ซื้อถูก ขายต่อได้แพง’ เลยรู้สึกถึงความ “คุ้ม” ทั้งซื้อมาใช้และขายต่อ

ที่สำคัญแบรนด์หรูใช่ว่าจะราคาตกกันได้ง่ายๆ ดูตัวอย่างข้อมูลจาก Bain & Altagamma ที่บอกว่า แม้จะซื้อมาแล้วแต่สินค้าบางกลุ่มยังคงมีมูลค่าสูงอยู่ และมีมูลค่าในการขายต่อสูงด้วย อย่าง นาฬิกา PATEX PHILIPPE AQUANAUT ที่มีมูลค่าของสินค้าหลังจากซื้อมือหนึ่งแล้วเอาไปขายต่อได้ถึง 76% หรืออย่าง ROLEX EXPLORER ก็มีมูลค่าถึง 71% ลองสินค้าตัวไหนหายากมากๆ คนนิยมเหลือกำลัง ก็อาจมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าราคาที่เราซื้อมาด้วยซ้ำ

“สินค้าบางตัว เช่น Hermes มีมูลค่าในการขายต่อ และขายในช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เพราะคนอาจมองว่า ไม่อยากไปต่อคิว หรือแม้แต่จะซื้อจากช็อปเองก็หาสินค้าได้ค่อนข้างยาก แต่ช่องทางเว็บไซต์มีสินค้าให้ตลอด เผลอๆ ราคาที่เราไปซื้ออาจสูงกว่าที่เราซื้อจากช็อปด้วยซ้ำ” เธอบอก

สมัยก่อนคนอาจค่อนแคะว่า คนซื้อของมือสองคือ “คนจน” แต่สมัยนี้สังคมให้นิยามใหม่ว่า “คนฉลาดซื้อ” ก็ลุ้คดีเสียอย่าง ถือไปบนท้องถนนใครกันจะรู้ว่า ซื้อมือหนึ่งหรือมือสอง แม้แต่นิยามที่คนเรียกของมือสองเองก็เปลี่ยนไป จากอดีตเราอาจคุ้นหูกับคำว่า สินค้าใช้แล้ว (Used) สินค้ามือสอง (Second-hand) แต่ในวันนี้ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “Pre-Owned” หรือว่า “Pre-Loved” สินค้าเคยมีเจ้าของ ของคนเคยรัก สลัดภาพของเก่ามาเล่าใหม่เสียหมดสิ้น

“คนที่ใช้สินค้าประเภทนี้ ไม่อยากเรียกว่า ของมือสอง เพราะอาจฟังดูไม่ได้มีคุณค่าเท่ากับบอกว่า ‘สินค้าคนเคยรัก คนเคยเป็นเจ้าของ’ นี่คือเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าค้าปลีกในปัจจุบัน และกำลังเติบโตมากในวันนี้” ฐิติพร บอก

หนึ่งภาพสะท้อนการเติบโตที่มาพร้อมการให้นิยามใหม่ในตลาด คือบรรดาร้านขายของแบรนด์เนมมือสอง ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยตัวจุดตลาดให้โต คือ กระแสการบอกปากต่อปาก (Word of Mouth) และความน่าเชื่อถือของร้านนั้นในความเป็น “Authentic” หรือ ของแท้ ของจริง ไม่มีของปลอมมาหลอกขายให้ลูกค้า

“จะเห็นได้ว่า สินค้ามือสอง มีจุดเริ่มต้นในการขายสินค้าระหว่าง ‘ผู้ใช้ ถึง ผู้ใช้’ (Customer to Customer) อย่างในอีเบย์หรืออาลีบาบา แต่ทำไมแบรนด์เนมมือสองถึงมีช็อปออนไลน์เกิดขึ้นมากมาย ก็เพราะว่าอีเบย์หรืออาลีบาบา ไม่สามารถที่จะให้ความน่าเชื่อถือในเรื่องความแท้ได้ อีเบย์ เคยถูกฟ้องว่าขายของก็อป ของปลอม ในช่องทางของเขา ทำให้คนหมดความน่าเชื่อถือ” เธอบอกจุดอ่อนในช่องทางสุดฮ็อต

และนั่นคือเหตุผลที่ผลักดันให้เว็บไซต์ซึ่งเป็น “Specialized” ในการขายสินค้ามือสองลักชัวรี่โดยเฉพาะ กลับได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งเรื่องความน่าเชื่อถือที่แต่ละร้านรับประกันให้ลูกค้า ผู้ใช้เรียกดูสินค้าได้สะดวก มีของให้เลือกหลากหลาย หรือแม้แต่ใครจะฝากขายต่อก็ยังทำได้ง่ายๆ บนโลกที่ชื่อ “ออนไลน์”

ระหว่างทางของการเติบโต บางคนก็อาจแอบคิดว่า ขายของแท้ บนโลกออนไลน์ คนไม่ได้จับสินค้าด้วยซ้ำแล้ว จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่ถูกย้อมแมว เพื่อปิดจุดอ่อนนั้น เลยเกิดเทรนด์ที่ หลายแบรนด์ซึ่งโตจากออนไลน์เริ่มขยายมาเปิดช็อปจริง เพื่อให้ลูกค้าได้มาสัมผัสสินค้าถึงหน้าร้าน

“กระแสที่เกิดขึ้นคือ เราจะเห็นร้านออนไลน์ มาเพิ่มช่องทางออฟไลน์ หรือมีร้านค้าปลีกของตัวเองมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์การอยากสัมผัสสินค้าของลูกค้า” กูรูลักชัวรี่แบรนด์บอก

รู้เทรนด์แล้ว ลองมาดูตัวอย่างความสำเร็จกันหน่อย กับธุรกิจสินค้าแบรนด์เนมคนเคยรักที่ซัคเซสมากๆ ในตลาดโลก เริ่มจาก “Shop.Hers” ร้านขายสินค้าพรีโอน ที่รับประกัน “ความแท้” ของสินค้า แม้ว่าจะเป็นช่องทางขายระหว่างผู้ใช้กับผู้ใช้ แต่ก่อนที่สินค้าจะถูกขายออกไป คนขายต้องส่งสินค้ามาที่ส่วนกลางก่อนเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจสอบถึงความแท้และความถูกต้องของสินค้า ส่วนวิธีการขายของที่นี่ บางครั้งก็มาในระบบฝากขาย (Consignment) คือ เอาไปขายก่อน ขายได้ ถึงได้เงิน แล้วหักส่วนหนึ่งเป็นคอมมิชชั่นของทางร้าน

ปัจจุบัน Shop.Hers เติบโตมากในอเมริกา จนไปเข้าตานักลงทุนและถูกซื้อไปโดย “TRADESY” ก่อนเปลี่ยนเป็นเว็บไซต์ TRADESY ในปัจจุบัน

เว็บไซต์ “TheRealReal” ที่แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่า เน้นที่ความ “Real” ของจริง ของแท้ แหล่งรวมสินค้าแบรนด์เนมระดับสูง เช่น Chanel , Hermes, Louis Vuitton ฯลฯ แม้กระทั่ง Cartier, Van Cleef & Arpels ซึ่งเป็นนาฬิกา และจิวเวลรี่หรู ที่ไม่สามารถขายผ่านช่องทางรีเซลแบบนี้ได้ แต่ก็ยังขายได้ในช่องทางนี้ เพราะมีเรื่องของการรับประกันความแท้ ให้ความมั่นใจกับลูกค้าได้ว่าซื้อผ่าน RealReal ไม่มีของเก๊แน่นอน โดยปัจจุบันเว็บไซต์นี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง ล่าสุดมีการระดมทุนถึง 14 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 490 ล้านบาท) เพื่อขยายการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

“VAUNTE” ฉีกตัวเองด้วยการเป็นเว็บขายสินค้าเคยใช้แล้วของบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ผู้คนให้ความสนใจ โดยสินค้าแต่ละชิ้นจะมีรูปให้เห็นเด่นชัดว่า ถูกใส่โดยคนดังคนไหนมาก่อน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับการขายต่อในช่องทางนี้

“Luxury Exchange” เป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าแบรนด์เนมมือสองในช่องทางต่างๆ

ส่วน “Rent the Runway” ผลงานของนักศึกษาจาก Harvard Business School ที่ให้คนสามารถมายืมชุดไปใส่ แล้วส่งคืนได้ในช่วงเวลาที่ต้องการ โดยนอกจากมีหน้าร้านออนไลน์ พวกเขายังเปิดร้านในช่องทางออฟไลน์ขึ้นในปี 2013 เพื่อให้ผู้คนสามารถมาลองเสื้อผ้าที่สนใจก่อนเช่าได้ถึงหน้าร้านด้วย

ไม่เพียงแต่ฝั่งยุโรป เอเชียเราเองก็มีตัวอย่างที่ซัคเซส โดยผู้เล่นหลักๆ (Key Player) ของตลาดนี้ ต้องยกให้ “Komehyo” และ “L’Ecrin” สัญชาติญี่ปุ่นทั้งคู่ โดยอันหลังมีสาขาทั้งในญี่ปุ่นและสิงคโปร์ และเป็นเว็บที่ขาย Hermes โดยเฉพาะ ซึ่งได้รับความสนใจและเติบโตเอามากๆ ชนิดที่สามารถขยายสาขาไปในต่างประเทศได้

วกกลับมาที่ไทย ร้านขายสินค้าแบรนด์เนมมือสองก็เติบโตขึ้นเท่าทวี บอกแล้วว่าพี่ไทยเราชอบสินค้าหรู ฟังคำยืนยันจาก ผอ.ศูนย์ Luxellence ที่บอกข้อมูลจากการวิจัยว่า คนไทยให้คะแนนความชื่นชอบสินค้าหรูถึง 7 เต็ม 10 ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้ว ยังได้แค่ประมาณ 6 กว่าๆ เท่านั้น 

เลยฟันธงว่า คนไทยนิยมชมชอบสินค้าหรูอยู่มากๆ

สิ่งที่ชัดเจนไปกว่าผลการวิจัย คือการผุดขึ้นของร้านมือสองสัญชาติไทยเต็มตลาด ไม่แค่หลักหน่วย หรือหลักสิบ แต่ว่ากันที่หลักหลายพันร้าน ที่คุ้นกันดีก็อย่าง สยามแบรนด์เนม, ไฮโซไซตี้ แบรนด์เนม หรืออย่าง แบรนด์เนมโซไซตี้ แห่งค่าย MOMOKO Bags & Shoes Spa ที่เริ่มต้นจากเงินแค่ 2 หมื่นบาท อยู่ในสนามมา 8 ปี ปัจจุบันมียอดขายกว่าร้อยล้าน ! พร้อมขยายไปใน 4 ประเทศ คือ ดูไบ สิงคโปร์ พม่า และอินโดนีเซีย

———————————-

MOMOKO Bags & Shoes Spa

ออนไลน์สินค้ามือสอง

“ธุรกิจนี้เติบโตขึ้นมาก ดูจากแค่ปีที่แล้ว เชื่อว่าตลาดโตมากกว่า 100% โดยวัดจากจำนวนร้านค้าออนไลน์ สมัยก่อนอาจเห็นแค่พันกว่าร้านค้า แต่เดี๋ยวนี้คือ 3-4 พันร้านเข้าไปแล้ว ธุรกิจนี้เติบโตเร็วมาก”

คำยืนยันจาก “สิรัชชา พัชรโสภาชัย” เจ้าของ MOMOKO Bags & Shoes Spa และร้านมือสองของเคยใช้ แบรนด์เนมโซไซตี้ ที่อยู่ในสนามมาหลายปี และเริ่มเห็นสัญญาณนี้ชัดเจนขึ้นก็เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ที่มีการเข้ามาของคู่แข่งรายเล็ก รายน้อย จำนวนมาก โดยใช้ช่องทางออนไลน์เป็นตัวแจ้งเกิด เธอมองการเติบโตที่เกิดขึ้นนี้ว่า มาจากการที่มีเทคโนโลยีทำให้คนเข้ามาในวงการนี้ง่ายขึ้น คนไม่ต้องลงทุนหน้าร้าน ไม่ต้องเสียเงินค่าเช่า ค่าแรง ค่าบริหารจัดการใดๆ เรียกว่า มีแค่โทรศัพท์เครื่องเดียวก็ทำธุรกิจนี้ได้แล้ว

“คนมีเงินหน่อยบินไปต่างประเทศแล้วก็ซื้อแบรนด์เนมกลับมา ใช้เบื่อแล้วก็เอามาขาย ธุรกิจนี้เลยเติบโตเพิ่มขึ้นมาก” เธอเล่า

ซึ่งนั่นก็ส่งอานิสงส์ถึงธุรกิจสปากระเป๋าของเธอไปด้วย เพราะคนนิยมเอาแบรนด์หรูมาให้ดูแล ไม่ว่าจะ ทำสี เคลือบผิว ซ่อมแซม ฯลฯ ก่อนขายเป็นมือสองเพื่อให้ได้ราคาที่สูงขึ้น

ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งโตจากออนไลน์ แล้วเลือกปิดจุดอ่อนของการไม่ได้สัมผัสสินค้า ด้วยการขยายมาเปิดหน้าร้าน แต่หนึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ บริการ “Messenger Delivery” หรือบริการส่งสินค้าให้ลูกค้าดูตัวอย่างฟรีถึงบ้าน ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยไม่ต้องควักเงินลงทุนเปิดหน้าร้านแม้แต่บาทเดียว

“อย่างแบรนด์เนมโซไซตี้ ที่โตได้เร็ว ไม่ใช่เพราะเรามีหน้าร้านอย่างเดียว แต่เรามีบริการที่เรียกว่า Messenger Delivery สมมติลูกค้าโทรมาบอกว่าอยากดูใบนี้ เราก็จะให้ Messenger วิ่งไปให้ดูทันที ถ้าลูกค้าแฮปปี้ก็ค่อยทำการโอนเงิน แต่ถ้าไม่แฮปปี้ก็ให้เอากลับมา โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งหลายแบรนด์ก็ทำอย่างนี้ไม่ใช่แค่มือสอง อย่างการไปนำเสนอคอนเลคชั่นใหม่ให้กับลูกค้าชั้นดีถึงบ้าน ซึ่งมองว่านี่จะเป็นเทรนด์ในอนาคต เพื่อลดอุปสรรคของการมีหน้าร้าน” เธอบอก “ออพชั่น” ที่จะมาเสริมความมั่นใจให้กับลูกค้า เพื่อยืนยันในความเป็น “ของแท้” จากการได้สัมผัสจริงถึงบ้าน

โอกาสในเมืองไทยว่าหวานแล้ว แต่ธุรกิจนี้ยังมีหนทางให้ขยายไปในต่างแดนด้วย โดย สิรัชชา บอกว่า ยังมีโอกาสในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีไลฟ์สไตล์คล้ายคนไทย คือ บ้าแบรนด์เนม และหลงใหลได้ปลื้มทั้งมือหนึ่งและมือสอง ที่สำคัญยังไม่มีธุรกิจแบบนี้ในประเทศของเขา นั่นคือที่มาของแผนธุรกิจที่จะนำ MOMOKO Bags & Shoes Spa และธุรกิจสินค้ามือสอง บินลัดฟ้าไปเจาะตลาดโลก โดยเริ่มที่ ดูไบ สิงคโปร์ พม่า และอินโดนีเซีย

“ตลาดเมืองไทยโตมาก แต่ถ้าธุรกิจจะต้องโตไปกว่านี้ เราต้องไม่เอ าจากในบ้านเราเท่านั้น แต่ต้องไปต่างประเทศ ไปเอาตลาดใหม่ที่เขายังไม่เคยมีความรู้ในเรื่องนี้ เพื่อให้เราครอบครองตลาดนั้นเหมือนในเมืองไทย โดยเริ่มจากเลือกประเทศที่ไลฟ์สไตล์คล้ายคนไทย บ้าแบรนด์เนม ค่าครองชีพใกล้เคียงกับเรา แล้วไปอยู่กับเขาเป็นเวลานานๆ เพื่อดูพฤติกรรมคน เบื้องต้นมองการลงทุนในรูปแบบจอยเวนเจอร์ และปรับรูปแบบให้เข้ากับกฎหมายของประเทศนั้นๆ”

มีแผนจะขยายไปต่างประเทศ แล้วแบบนี้ธุรกิจแบรนด์เนมมือสองในไทยจะมีวัน “อิ่มตัว” ไหม หรือจะแค่กระแสแฟชั่นที่มาแล้วก็ไป ไม่นานก็ถอยทัพจากลาตลาด กูรูธุรกิจแบรนด์หรูมือสอง ประกาศความเชื่อมั่นว่า ธุรกิจนี้จะยังมีอนาคต ตราบใดที่ผู้คนยังให้ความหลงใหลได้ปลื้มกับสินค้าแบรนด์เนม แถมยังจะเติบโตมากขึ้นด้วย เพราะคนมีความรู้ และฉลาดเลือกฉลาดซื้อกันมากขึ้น การใช้แบรนด์เนมมือหนึ่งจะ “อายุไขสั้นลง” เมื่อคนที่รู้จักซื้อ สามารถนำมาขายต่อ เพื่อมีของใหม่ๆ หมุนเวียนใช้ตลอดเวลา โดยที่ไม่ต้องเก็บสินค้าที่ไม่ได้ใช้ให้นอนรกอยู่เต็มบ้าน

เทรนด์ธุรกิจมือสองของเคยรักจะยังเติบโต เมื่อวันนี้ยังมีช่องทางออนไลน์ที่ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนสินค้ากันเองได้ มีช่องทางให้เสาะหาสินค้า และการพัฒนาของร้านค้าที่นำระบบหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการสินค้าในร้าน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในความแท้ของสินค้ามือสอง เหล่านี้ล้วนมีส่วนหนุนเสริมให้ธุรกิจเติบโตขึ้น ส่วนธุรกิจสปากระเป๋าและ รองเท้า ที่เกี่ยวข้องกัน ก็จะยังเติบโตเพิ่มขึ้น พร้อมการเติบใหญ่ของตลาดมือสองตามไปด้วย

“ธุรกิจนี้เป็นเหมือนคลินิก เรามองตัวเองเหมือนหมอกระเป๋า โดยจะมีคนที่ป่วยเป็นโรคทุกวัน มีคนบาดเจ็บมาโรงพยาบาล ฉะนั้นโรงพยาบาลจะไม่มีวันหมดอายุ และยิ่งหมอแก่เท่าไร มากประสบการณ์เท่าไร คนจะยิ่งนับถือมากเท่านั้น ธุรกิจของเราก็เช่นกัน เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยความไว้ใจและความเชี่ยวชาญ ยิ่งประสบการณ์มากก็ยิ่งได้เปรียบ” ผู้บริหาร MOMOKO สรุป

ส่วนใครที่เห็นโอกาสและอยากเข้ามาในธุรกิจนี้ ต้องเริ่มจากไปขอ “ใบอนุญาตการประกอบธุรกิจค้าของเก่า” จากกรมการปกครอง โดยจ่าย 5 พันบาท อยู่ได้ 1 ปี เพื่อการันตีว่าจะทำธุรกิจค้าของเก่าอย่างถูกต้อง

จากนั้นก็มาวางกลยุทธ์การทำธุรกิจในซัคเซส ซึ่งคนมีประสบการณ์บอกเราว่า ทำธุรกิจลักชัวรี่มือสอง ยากกว่า ขายยาดม ยาหอม เป็นไหนๆ เพราะลูกค้ามีความรู้ ใช้อินเตอร์เน็ตเป็น และเลือกค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า แถมของแบรนด์หรูแม้จะมือสองแต่ก็มีราคาแพง ฉะนั้นลูกค้าย่อม “คาดหวังสูง” กับสินค้าและบริการที่จะได้รับเป็นธรรมดา

“สิ่งสำคัญคือ รายละเอียดทุกอย่างเราต้องแน่น ความเรียบร้อยในงานบริการต้องชัดเจน อย่าง ถุงยับนิดเดียวนี่ลูกค้าโยนใส่หน้าเลยนะ คุณขายของแบบนี้ จะถุงยับได้อย่างไร จำไว้ว่า ดีเทลนิดเดียว เขาก็ใส่ใจมาก”

ที่สำคัญไปกว่าบริการ คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ว่าของที่ซื้อจากร้านนี้จะเป็นของแท้แน่นอน และเขาจะไม่โดนหลอก ซึ่งในส่วนนี้ผู้ประกอบการอาจจะต้องลงทุน ไม่ว่าจะการพัฒนาระบบ วิธีการตรวจสอบ หรือเทคโนโลยี ต่างๆ เข้ามาใช้ รวมถึงพัฒนาคนทำงาน ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบสินค้าแบรนด์เนม เพื่อการันตีความแท้ของสินค้า ไม่ว่าจะทั้งสินค้าที่นำมาฝากขาย หรือสินค้าที่ลูกค้าซื้อกลับไป ไม่แค่เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า แต่ยังเป็นการป้องกันความเสี่ยงให้กับตัวธุรกิจเองด้วย

บอกแล้วว่าทำธุรกิจวันนี้ไม่ง่าย เมื่อคู่แข่งยังล้นหลาม การแข่งขันสูงก็สูงลิ่ว ฉะนั้นคิดจะมาทำก็ต้องมองเรื่อง “การตลาด” เอาไว้ด้วย หนึ่งในกลยุทธ์ที่หลายแบรนด์นิยมใช้ คือ Celebrity Endorsement คือ ใช้คนดังคนมีชื่อเสียงมารับรองความเจ๋งของสินค้า อย่างเช่น ดาราคาคนนี้เคยมาใช้บริการที่ร้านนี้ ลูกค้าที่ติดตามดาราท่านนี้อยู่ ก็จะรู้สึกอยากเข้ามาใช้บริการตามไปด้วย ต่อมาคือ “การทำตลาดออฟไลน์” เช่น จัดงานแสดงสินค้า ออกบูธ จัดกิจกรรม เพื่อดึงลูกค้ามามี “ประสบการณ์” ร่วมกับแบรนด์ และเพิ่มความมั่นใจในความเป็น “ตัวจริง” ของทางร้าน

รวมถึง “การทำตลาดออนไลน์” ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือ ไลน์ ที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ และใช้ให้เป็น คือ ไม่เพียงแค่เป็นช่องทางให้ข้อมูลสินค้า ขายของ หรือจัดกิจกรรมกับลูกค้า หากทว่ายังเป็นช่องทางที่จะตอบคำถามลูกค้า และรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ทั้งบวกและลบ เช่น ถ้ามีการร้องเรียน หรือได้รับคำด่าทอจากลูกค้า ก็ต้องเคลียร์ให้จบ อย่าลบทิ้งทั้งที่ยังไม่ได้เคลียร์ และใส่ใจกับการบริหาร “ความรู้สึก” ของลูกค้าในทุกช่องทาง เมื่อเห็นความจริงใจของแบรนด์ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ก็จะลดลงเอง

ปิดท้ายกับ ทำธุรกิจต้องใส่ “สปิริท” ลงไปในงาน และให้ลูกค้ารับรู้ได้ถึงสปิริทนั้น

แล้วธุรกิจแบรนด์หรูมือสองของเคยรัก ก็จะไม่ใช่แค่โอกาสที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่จะเป็นธุรกิจจริงที่ประสบความสำเร็จได้เพราะเราคว้าไว้ และลงมือทำให้ซัคเซส !

 

โดย : จีราวัฒน์ คงแก้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

fourteen − nine =